รู้ให้ทัน ก่อนเข่าพังจนต้องผ่าตัด
บทนำ
ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่โรคที่ “เกิดขึ้นทันที”
แต่เป็นโรคที่ ค่อย ๆ ลุกลามเงียบ ๆ
คนไข้จำนวนมากมาพบแพทย์ในวันที่ข้อเข่าเสื่อมไปมากแล้ว
ทั้งที่จริง ๆ เราสามารถชะลอหรือวางแผนรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก
จากประสบการณ์ในการดูแลคนไข้
ผมพบว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ความรุนแรงของโรค
แต่คือ ความเข้าใจผิด และ ความกลัว
ที่ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการดูแลเข่าตั้งแต่เนิ่น ๆ
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อช่วยให้ท่าน
- เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของข้อเข่าเสื่อมในแต่ละระยะ
- ตัดสินใจดูแลเข่าอย่างมีข้อมูล
- ไม่กลัวเกินไป และไม่รอจนสายเกินไปครับ
1) เข่าเสื่อมกับผลกระทบของการไม่รักษา “ในแต่ละระยะ”
โรคข้อเข่าเสื่อม มีธรรมชาติของโรคที่เป็น Progressive Disease หรือโรคที่มีการดำเนินไปข้างหน้าเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ความเสื่อมจะไม่ได้หยุดอยู่กับที่
การเข้าใจว่า “เราอยู่จุดไหน” จะช่วยให้เราเลือกวิธีรับมือได้ถูกต้อง
ระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1 - 2): ช่วงของการ “ชะลอโรค”
ในระยะนี้ ผิวกระดูกอ่อนเริ่มมีการสึกกร่อนหรือบางลงเล็กน้อย แต่อาจยังไม่เห็นความผิดปกติชัดเจนจากภายนอก
อาการที่พบ:
- รู้สึกตึงๆ ที่ข้อเข่าเมื่อนั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ
- มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อขณะเคลื่อนไหว
- ปวดเล็กน้อยเมื่อเดินไกลๆ หรือขึ้นลงบันได แต่พักแล้วหาย
ความเสี่ยงหากไม่ดูแล
- เสียโอกาสสำคัญ นี่คือช่วงที่สามารถ “ยืดอายุการใช้งานข้อเข่า” ได้ดีที่สุด
โดยอาจยังไม่ต้องพึ่งยา หรือการผ่าตัด
หากละเลยสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้ ความเสื่อมอาจดำเนินเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการดูแลรักษาขั้นตอนนี้กรุณาอ่านได้ที่บทความ ข้อเข่าเสื่อม คลิ๊ก
ระยะปานกลาง (ระยะที่ 3): เริ่มมีสัญญาณเตือนชัดขึ้น
ช่องว่างระหว่างข้อเข่าเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัดในฟิล์มเอกซเรย์ กระดูกอ่อนเริ่มสึกจนถึงเนื้อกระดูกแข็ง
อาการที่พบ:
- ปวดบวมบ่อยขึ้น โดยเฉพาะหลังทำกิจกรรม
- ข้อเข่าเริ่มฝืดตึงในตอนเช้า
- เริ่มรู้สึกว่าขาไม่มั่นคง เวลาลงน้ำหนัก
ความเสี่ยงหากไม่รักษา
- เกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อเข่า
- มีน้ำในข้อซ้ำ ๆ ซึ่งน้ำในข้อมีเอนไซม์ที่เร่งการสึกของกระดูกอ่อน
- ทำให้โรคดำเนินเร็วขึ้นกว่าเดิม
แนวทางการดูแลรักษาขั้นตอนนี้กรุณาอ่านได้ที่บทความ ข้อเข่าเสื่อม คลิ๊ก
ระยะรุนแรง (ระยะที่ 4): อาการเริ่มมากขึ้นจนกระทบคุณภาพชีวิต
กระดูกอ่อนสึกจนหมด กระดูกแข็งกระทบกันโดยตรง ช่องว่างระหว่างข้อหายไป
อาการที่พบ:
- ขาโก่งผิดรูปชัดเจน (อาจโก่งออกหรือโก่งเข้า)
- ปวดตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลานอน
- เดินได้ไม่ไกล ต้องหยุดพักบ่อยๆ
ความเสี่ยงของการไม่รักษา:
- ข้อเข่าเสียหายถาวร: เมื่อกระดูกเกิดการกระแทกชนกันนานๆ จะเกิดภาวะกระดูกทรุดตัว และกระดูกงอก (Bone Spur) ทำให้การผ่าตัดแก้ไขในอนาคตมีความซับซ้อนมากขึ้น
แนวทางการดูแลรักษาขั้นตอนนี้กรุณาอ่านได้ที่บทความ ข้อเข่าเสื่อม คลิ๊ก
2) เข่าเสื่อมระยะ 4 ไม่ผ่าตัดได้ไหม...จำเป็นต้องผ่าทุกคนหรือไม่?
เมื่อได้ยินว่า “เป็นเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย”
หลายท่านมักกังวลและถามว่า
“ต้องผ่าทันทีเลยไหม?”
คำตอบคือ
👉 ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน และไม่จำเป็นต้องผ่าทันทีเสมอไป
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
การผ่าตัดเข่า ไม่ใช่การผ่าตัดฉุกเฉิน
แต่เป็นการรักษาที่คนไข้สามารถ เลือกเวลาได้เอง
โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น:
- ระดับความเจ็บปวด: บางคนเอกซเรย์ดูแย่มาก แต่ร่างกายปรับตัวได้ดี ไม่เจ็บ ไม่ปวด ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
- ความพึงพอใจในการใช้ชีวิต: หากท่านเป็นคนสูงวัยที่ชอบอยู่บ้าน ไม่ได้ต้องการเดินทางท่องเที่ยว และพอใจกับการเดินระยะสั้นๆ ในบ้าน ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้ การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) ก็อาจเพียงพอแล้ว แต่หากท่านเป็นคนสูงวัยที่ชอบทำกิจกรรม มีความสุขกับการเคลื่อนไหวท่านอาจพิจารณาการรักษาที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีของท่านกลับมาใกล้เคียงเดิมที่สุด
- การตอบสนองต่อการรักษาอื่น: หากกินยา ฉีดยา ทำกายภาพ หรือปรับการใช้ชีวิต แล้วอาการดีขึ้น ก็สามารถชะลอการผ่าตัดออกไปได้
สรุปคือ
ตัวเลขระยะของโรค บอกความรุนแรงของข้อเข่า
แต่ ความจำเป็นในการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับ คุณภาพชีวิตของคนไข้เป็นหลัก
3) ผลเอ็กซเรย์ดูแย่ แต่ยังใช้ชีวิตปกติได้...ก็ยังไม่ต้องรีบผ่าตัด
ต่อเนื่องจากหัวข้อที่แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประเมินความจำเป็นในการรักษา คือ
“Clinical Symptoms vs. Radiological Findings”
(อาการทางคลินิก เทียบกับ ผลทางรังสี)
Checklist: เมื่อไหร่ที่ท่านยัง “รอได้” (แม้ฟิล์มจะดูแย่)
หากท่านมีอาการดังต่อไปนี้ ท่านยังสามารถเลือกดูแลรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้:
- 🔲 ยังสามารถเดินทำกิจวัตรประจำวันต่อเนื่องได้เกิน 30 นาที
- 🔲 นอนหลับพักผ่อนได้สนิท ไม่ต้องตื่นมากลางดึกเพราะความปวด
- 🔲 ยาแก้ปวดธรรมดา (เช่น พาราเซตามอล) หรือการนวดเบาๆ ยังสามารถเอาอาการอยู่
- 🔲 ขาที่โก่งเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้เสียการทรงตัวหรือล้มง่าย
Checklist: เมื่อไหร่ที่ “ควรเริ่มพิจารณา” การรักษาจริงจัง
- 🔲 กินยาแก้ปวด (NSAIDs) แล้วอาการไม่ดีขึ้นเลย หรือ เริ่มมีผลแทรกซ้อนจากกินยาจนเริ่มมีอาการแสบท้อง
- 🔲 ปวดเข่าจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันพื้นฐานในแต่ละวัน
- 🔲 เริ่มไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากไปเที่ยวกับลูกหลาน เพราะกลัวเดินไม่ไหว
- 🔲 รู้สึกซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย จากอาการเจ็บปวดที่รบกวนจิตใจ
ท้ายที่สุด
ความต้องการของคนไข้ เป็นหัวใจของการตัดสินใจ
แพทย์มีหน้าที่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้คนไข้เลือกได้อย่างมั่นใจครับ
4) การผ่าตัดในวันที่ร่างกายยังแข็งแรง ปลอดภัยกว่าการรอจนเสี่ยง
หลายคนคิดว่า
“รอให้แก่กว่านี้ เดินไม่ได้จริง ๆ ค่อยผ่า”
แต่ในทางการแพทย์
ยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงจากโรคประจำตัวและภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งสูง
เปรียบเทียบความเสี่ยง: ผ่าตัดตอน 65 ปี vs ผ่าตัดตอน 85 ปี
กรณีผ่าตัดในช่วงอายุ 60 - 70 ปี (ที่สุขภาพยังดี):
- หัวใจและปอด: ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทนต่อการดมยาสลบหรือบล็อกหลังได้ดี
- โรคประจำตัว: เบาหวาน ความดัน ไขมัน มักจะยังควบคุมได้ง่ายด้วยยา
- ภาวะแทรกซ้อน: ความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน หรือการติดเชื้อ ต่ำกว่าผู้สูงอายุมากๆ
กรณีรอไปผ่าตัดในช่วงอายุ 80 - 90 ปี:
- ความเปราะบาง (Frailty): ร่างกายเริ่มเสื่อมถอย อาจมีโรคประจำตัว หรือภาวะแทรกซ้อน
- ยาที่ทานประจำ: ผู้สูงอายุหลายท่านทานยาละลายลิ่มเลือด (สำหรับโรคหัวใจ/สมอง) ซึ่งต้องหยุดยาก่อนผ่าตัด
- ความเสี่ยงขณะผ่าตัด: แพทย์อาจต้องใช้เทคนิคพิเศษ หรือใช้เวลาผ่าตัดน้อยที่สุด เพื่อความปลอดภัย ซึ่งอาจจำกัดผลลัพธ์บางอย่าง
ข้อคิด: การผ่าตัดในวันที่ “ยังแข็งแรง” ย่อมปลอดภัยกว่าการผ่าตัดในวันที่ “ความเสี่ยงเพิ่ม” และมี “สถานการณ์บังคับ” ให้ต้องทำ
5) ผลกระทบลูกโซ่: เมื่อการเจ็บข้างหนึ่ง อาจทำให้ “เข่าข้างที่ดี” ต้องเสื่อมตามไปด้วย
ร่างกายมนุษย์มีกลไกการเอาตัวรอดที่น่าทึ่ง เมื่ออวัยวะส่วนหนึ่งบาดเจ็บ ร่างกายจะปรับเปลี่ยนท่าทางเพื่อปกป้องส่วนนั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งในกรณีของเข่าเสื่อม เราเรียกว่า “Compensatory Mechanism”
วงจรที่มีผลให้เกิดการทำลายเข่าข้างดี (The Vicious Cycle)
จุดเริ่มต้น: ท่านปวดเข่า “ข้างขวา”
การปรับตัว: เวลาเดินหรือยืน ท่านจะพยายามทิ้งน้ำหนักลงที่ขา “ข้างซ้าย” ให้มากที่สุด เพื่อเลี่ยงความเจ็บปวด
ผลกระทบ: เข่าข้างซ้าย (ซึ่งเดิมทีปกติดี) ต้องรับภาระน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็น 150-200% ในทุกก้าวย่าง
ผลลัพธ์ปลายทาง: กระดูกอ่อนของเข่าข้างซ้ายเริ่มสึกหรอจากการใช้งานหนัก (Overuse) จนกลายเป็นเข่าเสื่อมทั้งสองข้างในเวลาอันรวดเร็ว
จากเสื่อมข้างเดียว → กลายเป็นเสื่อมสองข้าง
- เข่าข้างดีรับภาระเกิน → เสื่อมตาม
- จากที่อาจผ่าข้างเดียว → ต้องผ่าสองข้าง
ไม่ใช่แค่เข่า...แต่อาจลามไปถึง “หลังและสะโพก”
นอกจากเข่าอีกข้างแล้ว การเดินกะเผลก (Limping gait) จะทำให้กระดูกสันหลังบิดเอียง และสะโพกรับน้ำหนักผิดมุม ส่งผลให้เกิดอาการ:
- ปวดหลังเรื้อรัง
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- ข้อสะโพกเสื่อม
ดังนั้น การรีบรักษาเข่าข้างที่เจ็บ คือการ “ปกป้อง” โครงสร้างร่างกายส่วนอื่นๆ ไม่ให้พังตามไปด้วย
“เมื่อถึงจุดที่ต้องผ่าจริงๆก็อาจต้องตัดสินใจให้ดี เพราะอย่างน้อยอาจจะทำให้ไม่ต้องทำอีกข้างนึง”
6) กล้ามเนื้อลีบจากการไม่ใช้งาน: อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ “ฟื้นตัวช้า” หากรอผ่าตัดนานเกินไป
ท่านเคยสังเกตไหมว่า ขาข้างที่ปวดเข่ามักจะมีขนาดเล็กกว่าขาอีกข้าง? นั่นคือภาวะ “กล้ามเนื้อลีบฝ่อ” (Muscle Atrophy)
ทำไมกล้ามเนื้อถึงสำคัญกับการผ่าตัด?
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือการเปลี่ยน “อะไหล่” (กระดูก)
แต่ตัวที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ท่านเดินได้ คือ “เครื่องยนต์” (กล้ามเนื้อต้นขา)
หากผ่าตัดเร็ว (กล้ามเนื้อยังแน่น): หลังผ่าตัดเพียง 1-2 วัน ท่านจะสามารถยกขาได้เอง ทรงตัวได้ดี และเดินได้คล่องแคล่วภายในไม่กี่สัปดาห์
หากรอจนกล้ามเนื้อลีบ (Disuse Atrophy):
- หลังผ่าตัด ท่านจะไม่มีแรงยกขา
- ต้องใช้เวลาทำกายภาพบำบัดนาน 3-6 เดือน กว่าจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ให้พอกับการใช้งาน
- อาจมีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ขึ้นบันไดไม่มั่นคงเพราะกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง
ความจริงที่ควรรู้: แพทย์สามารถเปลี่ยนกระดูกให้ท่านได้ แต่แพทย์ไม่สามารถเปลี่ยนกล้ามเนื้อให้ท่านได้ ท่านต้องเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง ซึ่งการสร้างกล้ามเนื้อในวันที่เจ็บน้อย ย่อมง่ายกว่าวันที่กล้ามเนื้อฝ่อไปแล้ว
7) ข้อได้เปรียบของการผ่าตัดในวันที่ร่างกายยังแข็งแรง
นอกเหนือจากเรื่องกล้ามเนื้อ สรีรวิทยาของร่างกายในแต่ละช่วงวัย ยังมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จของการรักษา การตัดสินใจผ่าตัดในช่วงที่ร่างกายยังมีความ “Fresh” มีข้อดีหลายประการ:
คุณภาพของกระดูก :
- ในช่วงวัย 60-70 ปี มวลกระดูกมักจะยังมีความหนาแน่นเพียงพอ ทำให้ข้อเข่าเทียมสามารถยึดเกาะกับกระดูกเดิมได้อย่างมั่นคงแข็งแรง (Strong Fixation) ลดโอกาสการหลุดหลวมในอนาคต
การสมานแผล (Wound Healing):
- ระบบไหลเวียนเลือดและโปรตีนในร่างกายของคนที่สุขภาพยังดี จะช่วยให้แผลผ่าตัดแห้งสนิทไว ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่แผล
ความพร้อมทางจิตใจ (Mental Resilience):
- การผ่าตัดใหญ่ต้องการกำลังใจและความอดทนในการฝึกเดิน ผู้ที่ร่างกายยังแข็งแรงมักมีสภาพจิตใจที่พร้อมสู้ มีแรงจูงใจในการกลับไปใช้ชีวิต มากกว่าผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า
8) แนวคิด “One Surgery for Life”: การวางแผนรักษาเพื่อให้เจ็บตัวเพียงครั้งเดียว
เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะวัสดุศาสตร์ ข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่ๆ มีความทนทานสูง ผิวสัมผัสเรียบลื่น และสึกหรอช้าลงมาก
อายุการใช้งานของข้อเทียม (Prosthesis Survival)
- อดีต: ข้อเทียมอาจอยู่ได้ 10-15 ปี
- ปัจจุบัน: ด้วยเทคโนโลยีวัสดุและการผ่าตัดที่แม่นยำ ข้อเทียมสามารถใช้งานได้ยาวนาน 15-20 ปี หรือมากกว่านั้น(ขึ้นอยู่กับการใช้งาน)
ทำไมต้องวางแผนให้ดี?
เป้าหมายสูงสุดของศัลยแพทย์กระดูก คือต้องการให้คนไข้ “เจ็บตัวเพียงครั้งเดียวในชีวิต”
- ถ้าผ่าเร็วเกินไป (เช่น อายุ 45-50 ปี): ท่านอาจต้องมาผ่าตัดเปลี่ยนรอบสอง (Revision Surgery) ตอนอายุ 65-70 ปี ซึ่งการผ่ารอบสองจะยากกว่า เสียเลือดมากกว่า และผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่ารอบแรก
- ถ้าผ่าช้าเกินไป: ท่านอาจเสียเวลาแห่งความสุขในชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์
ดังนั้น การปรึกษาแพทย์เพื่อหาจุดสมดุล จึงเป็นกุญแจสำคัญ
9) Golden Period: ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผ่าตัด
แม้จะไม่มีกฎตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน 100% แต่จากข้อมูลสถิติและประสบการณ์ทางการแพทย์ ช่วงอายุที่ถือเป็น “Golden Period” หรือนาทีทองของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มักจะอยู่ในช่วง:
อายุประมาณ 60 - 75 ปี
เหตุผลสนับสนุน:
- คุ้มค่าการใช้งาน (Cost-Effectiveness): เป็นวัยเกษียณที่ยังมีไฟ อยากท่องเที่ยว อยากอุ้มหลาน อยากทำสวน การมีเข่าดีๆ ในช่วงนี้ จะช่วยเติมเต็มความสุขได้สูงสุด
- ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk): ร่างกายยังแข็งแรงพอที่จะรับการผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย
- ครอบคลุมตลอดอายุขัย (Lifetime Coverage): หากผ่าตัดตอนอายุ 65 ปี ข้อเทียมที่มีอายุ 20 ปี จะอยู่กับท่านไปจนถึงอายุ 85 ปี ซึ่งครอบคลุมช่วงชีวิตส่วนใหญ่แล้ว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการผ่าตัดซ้ำ
(หมายเหตุ: นี่เป็นเพียงเกณฑ์ทั่วไป หากท่านอายุน้อยกว่านี้แต่เข่าพังรุนแรง หรืออายุมากกว่านี้แต่สุขภาพแข็งแรงมาก แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป)*
10) บทสรุป: วางแผนอย่างมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้การผ่าตัด “ปลอดภัยและฟื้นตัวไว”
โรคข้อเข่าเสื่อม ไม่ใช่แค่เรื่องของกระดูกที่สึกหรอ แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิต” ที่อาจสึกหรอตามไปด้วยหากเราละเลย
การที่ท่านเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการ ไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดเสมอไป แต่การรู้เท่าทันระยะของโรค จะช่วยให้ท่านเป็น “ผู้คุมเกม”
ท่านจะรู้ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไรในวันนี้ เพื่อยืดเวลาการผ่าตัดออกไปให้นานที่สุด
ท่านจะรู้ว่าสัญญาณแบบไหนที่เตือนว่า “รอไม่ได้แล้ว”
และท่านจะสามารถเลือกช่วงเวลาการรักษาที่ดีที่สุด ให้กับตัวเองได้
และข่าวดีที่สุดสำหรับคนไข้ในยุคปัจจุบัน คือหากท่านมีความจำเป็นต้องผ่าตัด ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องความเจ็บปวดหรือการพักฟื้นนานๆ เหมือนในอดีต
เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยี การผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery)
และนวัตกรรม หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted Surgery) เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพของศัลยแพทย์
- ความแม่นยำสูง: ช่วยวางตำแหน่งข้อเทียมได้สมบูรณ์แบบ ลดความผิดพลาด
- ปลอดภัยกว่า: เนื้อเยื่อบอบช้ำน้อย เสียเลือดน้อย
- ฟื้นตัวไว: ช่วยให้คนไข้ลุกเดินได้เร็ว และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วกว่าเดิมมาก
อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความเข้าใจผิด
พรากความสุขในการเดินของท่านไป
เพราะสุดท้ายแล้ว
การดูแลเข่า คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของตัวท่านเองครับ
อ่านเพิ่มเติม
การผ่าตัดข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ คลิ๊ก
หมายเหตุ (Disclaimer)
เนื้อหาในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงแทนคำแนะนำของแพทย์ หรือใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคเฉพาะบุคคลได้ หากท่านมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับบุคคลที่สุด









