🧐 ปวดสะโพก... ร่างกายกำลังเตือนเรื่องใหญ่!
(ทำความเข้าใจอาการและสัญญาณเตือน)
อาการปวดสะโพกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรปล่อยผ่าน โดยเฉพาะเมื่ออาการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเริ่มส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต อาการปวดสะโพก ร่วมกับความรู้สึกฝืด ขัด หรือตึง เป็นสัญญาณจากข้อต่อที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน
ปวดสะโพกเรื้อรังคืออะไร?
"ปวดสะโพกเรื้อรัง" คืออาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณรอบข้อสะโพก ทั้งด้านหน้า (ขาหนีบ), ด้านข้าง, หรือด้านหลัง (ก้น) และจะมีอาการต่อเนื่องยาวนาน เกินกว่า 3 เดือน ซึ่งแตกต่างจากการปวดเฉียบพลันที่เกิดจากการบาดเจ็บและมักจะหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ อาการปวดนี้บ่งชี้ว่ามีความผิดปกติทางโครงสร้างหรือการอักเสบที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งมักไม่สามารถหายได้ด้วยการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว
อาการ "ฝืด ขัด ตึง" บริเวณข้อสะโพก เป็นอย่างไร?
อาการเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ว่าความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกเริ่มมีปัญหา:
- อาการฝืด (Stiffness): รู้สึกว่าข้อต่อเคลื่อนไหวได้ไม่สุดพิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการพักผ่อนนาน ๆ เช่น ตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังจากการนั่งนาน ๆ อาการฝืดมักจะดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีการขยับหรือเดินไปสักพัก
- อาการขัด (Catching/Locking): ความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขวางอยู่ในข้อต่อ ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดอย่างกะทันหัน หรือรู้สึกเหมือนสะโพก "ล็อก" เมื่อพยายามหมุนหรือขยับในบางทิศทาง
- อาการตึง (Tightness): ความรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบสะโพกและก้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการอักเสบหรือการใช้งานผิดท่า
อาการเหล่านี้บอกอะไร? (สัญญาณเตือนของโรค/ภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น)
อาการปวดร่วมกับความฝืด ขัด ตึง มักเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้:

📊 สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาข้อสะโพก
เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการดูแล:
- ความเสี่ยงข้อเสื่อมตามวัย: ในประเทศไทย สถิติของโรคข้อเสื่อมโดยรวมพบว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดภาวะข้อเสื่อมสูงถึง 37.4% ซึ่งรวมถึงข้อสะโพกด้วย
- การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยปวดร้าวลงขา: โรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทยบางแห่งมีรายงานว่า จำนวนผู้ป่วยที่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา (Sciatica) เพิ่มขึ้นกว่า 300% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการนั่งทำงานนาน ๆ
- ปวดเรื้อรัง: ประมาณ 20-30% ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาแบบฉับพลันจะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง (นานเกิน 1-2 ปี) หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
🚨 อาการที่ควรรีบพบแพทย์
ไม่ควรปล่อยให้อาการเหล่านี้ดำเนินต่อไป หากพบอาการใดอาการหนึ่งต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อทันที:
- ปวดรุนแรงเฉียบพลัน: ไม่สามารถลงน้ำหนักที่ขาข้างที่ปวดได้เลย
- อาการปวดไม่ทุเลา: อาการปวดไม่ดีขึ้นเลยภายใน 2-4 สัปดาห์ แม้จะพักผ่อนและใช้ยาแก้ปวดเบื้องต้นแล้ว
- อาการทางระบบประสาท: มีอาการชา อ่อนแรง หรือควบคุมกล้ามเนื้อขาไม่ได้ ร่วมกับอาการปวด
- ข้อผิดรูป: ข้อสะโพกมีการบวม แดง หรือมีรูปทรงที่ผิดปกติไปอย่างชัดเจน
🔍 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณปวดสะโพกและข้อฝืดขัด
อาการปวดสะโพกที่และข้อต่อที่ฝืดขัด ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมจากปัญหาทางกลไก ความเสื่อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
1. 🦴 โรคข้อสะโพกเสื่อม (Osteoarthritis of the Hip) – ⚠️ สัญญาณหลัก
นี่คือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการปวดและข้อฝืดตึง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับและหล่อลื่นผิวข้อเกิดการสึกหรอ ทำให้กระดูกเสียดสีกันเมื่อมีการเคลื่อนไหว
- อายุ (Aging): เมื่ออายุมากขึ้น (โดยเฉพาะหลัง 60 ปี) การสร้างและซ่อมแซมกระดูกอ่อนจะลดลงตามธรรมชาติ
- น้ำหนักตัวเกิน (Obesity): น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดและแรงกระแทกต่อข้อสะโพกในแต่ละก้าวเดิน ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้น
- การใช้งานหนัก/บาดเจ็บซ้ำ ๆ: การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง (High-Impact) หรือการทำงานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ ทำให้ข้อสะโพกทำงานหนักเกินขีดจำกัด
2. 💀 ภาวะหัวกระดูกสะโพกตาย (Avascular Necrosis - AVN) – ภัยเงียบที่ทำลายข้อต่อ
เป็นภาวะที่รุนแรงและมักทำให้อาการปวด หัวกระดูกสะโพกตายเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวกระดูกต้นขาไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์กระดูกตายและยุบตัวลง นำไปสู่การทำลายข้อต่ออย่างรวดเร็ว
- ปัจจัยเสี่ยงหลัก (สถิติ): สาเหตุของภาวะหัวกระดูกสะโพกตายในคนไทยที่พบบ่อย คือ การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นประจำ และการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน (เช่น ในการรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคภูมิต้านตนเอง)
- อุบัติเหตุ: การบาดเจ็บรุนแรง เช่น ข้อสะโพกหลุด หรือกระดูกสะโพกหัก ซึ่งทำลายเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวกระดูก
3. 💪 กล้ามเนื้อ/เส้นเอ็นอักเสบ หรือฉีกขาด – ปัญหาจากเนื้อเยื่ออ่อน
อาการปวดและตึงมักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อรอบสะโพกที่ผิดปกติหรือมากเกินไป ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาที่ข้อต่อโดยตรง แต่มักทำให้เกิดอาการปวดลึกและร้าว:
- กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome): กล้ามเนื้อ Piriformis ที่อยู่ลึกในก้นตึงตัวหรืออักเสบ ไปกดทับเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic nerve) ทำให้มีอาการปวดร้าวจากก้นลงไปที่ขา คล้ายกระดูกทับเส้น
- ภาวะถุงน้ำข้างสะโพกอักเสบ (Trochanteric Bursitis): การอักเสบของถุงน้ำ (Bursa) บริเวณปุ่มกระดูกด้านข้างสะโพก ทำให้เกิดอาการปวดที่ด้านนอกของสะโพก โดยเฉพาะเวลานอนตะแคงทับ
4. 🧘 พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน – แรงกระทำต่อข้อต่อที่ไม่สมดุล
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในชีวิตประจำวันเป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมและอาการปวดตึงได้เร็วขึ้น:
- การนั่งท่าเดิมนาน ๆ: โดยเฉพาะการนั่งทำงานโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้กล้ามเนื้อสะโพกและก้นตึงตัว
- ท่านั่งที่ไม่เหมาะสม: การนั่งยอง ๆ, นั่งพับเพียบ, นั่งขัดสมาธิ, หรือการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน เป็นการเพิ่มแรงกดและบิดหมุนที่ข้อสะโพกอย่างรุนแรง
- การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังยกของหนักโดยไม่ใช้กล้ามเนื้อขาและสะโพก อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและส่งผลกระทบถึงข้อต่อสะโพกได้
5. ⛓️ สาเหตุอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง – ปัญหาที่ส่งผลมาจากบริเวณอื่น
- โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Lumbar Radiculopathy): ปัญหาที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง (หลัง, เอว) เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือกระดูกสันหลังเคลื่อน อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงมาที่สะโพกและขา ซึ่งคล้ายคลึงกับอาการปวดสะโพกโดยตรง
ปัญหาข้อต่อเชิงกราน (Sacroiliac Joint Dysfunction): การอักเสบหรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของข้อต่อที่เชื่อมระหว่างกระดูกสันหลังส่วนล่างกับกระดูกเชิงกราน อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณก้นและสะโพกได้

🔬 การวินิจฉัยและการรักษาอาการปวดสะโพกอย่างตรงจุด
เมื่ออาการปวดสะโพกเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โดยแพทย์จะเริ่มจากการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนจะเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของอาการ
ขั้นตอนการวินิจฉัยของแพทย์
การวินิจฉัยอาการปวดสะโพกที่แม่นยำต้องอาศัยข้อมูลจากหลายส่วน เนื่องจากอาการปวดสะโพกอาจมาจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ไปจนถึงปัญหาข้อต่อและกระดูกสันหลัง
1.การซักประวัติและตรวจร่างกาย:
- แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับตำแหน่งที่ปวด ลักษณะอาการ (ปวดตื้อ, ปวดจี๊ด, ชา), ปัจจัยที่กระตุ้นหรือบรรเทาอาการ และประวัติโรคประจำตัวหรือการใช้ยา (เช่น สเตียรอยด์)
- ทำการตรวจร่างกายเพื่อประเมินพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทดสอบเพื่อแยกแยะว่าอาการปวดมาจากข้อสะโพกโดยตรง หรือร้าวมาจากกระดูกสันหลัง
2.การใช้ภาพถ่ายรังสี (X-ray):
- เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการประเมินความเสื่อมของข้อต่อ เช่น การแคบลงของช่องว่างข้อต่อ หรือการมีกระดูกงอก (Bone Spurs) ซึ่งเป็นลักษณะของโรคข้อสะโพกเสื่อม
- สามารถช่วยประเมินการยุบตัวของหัวกระดูกในภาวะหัวกระดูกสะโพกตายได้
3.การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI):
- ใช้สำหรับประเมินเนื้อเยื่ออ่อน (กล้ามเนื้อ, เส้นเอ็น, กระดูกอ่อน) และเส้นประสาท
- มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยภาวะหัวกระดูกสะโพกตายในระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจไม่พบความผิดปกติในภาพ X-ray ทั่วไป และการตรวจหาปัญหาของหมอนรองกระดูกสันหลังที่อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดร้าว
ทางเลือกในการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นหรือมีอาการจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ การรักษาจะเน้นไปที่การลดอาการปวดและฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว
- การใช้ยาบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ
ใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และ/หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบที่เกิดขึ้นในข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบ ๆ (ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์)
- การทำกายภาพบำบัด
เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยเน้นที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อรอบสะโพก ก้น และหลังส่วนล่างเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อช่วยพยุงข้อสะโพก
- การฉีดยาเฉพาะจุด
การฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเข้าไปยังบริเวณที่มีการอักเสบโดยตรง (เช่น ถุงน้ำข้างสะโพก หรือข้อต่อ) เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบอย่างรวดเร็ว มักใช้เมื่อการรักษาด้วยยาและกายภาพไม่ได้ผล
🔪 การรักษาโดยการผ่าตัด – ทางเลือกสุดท้ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การผ่าตัดจะถูกพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่ออาการปวดรุนแรงและเรื้อรัง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement - THR):
- เป็นมาตรฐานการรักษาสำหรับผู้ป่วยโรคข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง หรือ ภาวะหัวกระดูกสะโพกตายที่เข้าสู่ระยะยุบตัวแล้ว
- แพทย์จะทำการเปลี่ยนส่วนหัวของกระดูกต้นขาและเบ้าข้อที่สึกหรอด้วยข้อเทียม
- สถิติที่น่าสนใจ: ในประเทศไทย มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเกิดขึ้นปีละกว่า 25,000 ราย (อ้างอิงจากสถิติของโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ชั้นนำ)
- เทคนิคใหม่เพื่อฟื้นตัวเร็ว: ปัจจุบัน มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมด้วยเทคนิคใหม่ ๆ เช่น การผ่าตัดโดยเข้าทางด้านหน้าและไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct Anterior Approach) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น สามารถลุกเดินและลงน้ำหนักได้ภายใน 1–2 วันหลังผ่าตัด และมีอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดต่ำ (ประมาณ 0.5% หรือ 1 ใน 200 ราย)

🛡️ วิธีดูแลตนเองและปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันอาการปวดสะโพกกำเริบ
การดูแลข้อสะโพกในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการชะลอความเสื่อมและป้องกันไม่ให้อาการปวดกำเริบ แม้จะได้รับการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อข้อสะโพก
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างจะเพิ่มแรงบิดและแรงกดต่อข้อสะโพกอย่างรุนแรง ซึ่งควรหลีกเลี่ยง:
- 🚫 หลีกเลี่ยงท่านั่งทำร้ายข้อ:
- งดการนั่งยอง ๆ หรือ นั่งพับเพียบ/ขัดสมาธิ เป็นเวลานาน เพราะเป็นการบิดข้อสะโพกให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกกดทับสูงสุด
- หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เพราะทำให้สะโพกสองข้างรับน้ำหนักไม่สมดุล กล้ามเนื้อสะโพกเกิดการตึงตัว
- การจัดท่านั่งทำงานที่ถูกต้อง (Ergonomics):
- ควรนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงเต็มหลัง และให้เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น
- ปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะให้ข้อศอกอยู่ในระดับเดียวกับโต๊ะ และสะโพกอยู่ในระดับเดียวกับหรือสูงกว่าเข่าเล็กน้อย
- พักและเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อรอบสะโพก
2. การออกกำลังกายที่เหมาะสม (เน้น Low-Impact)
การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงข้อสะโพก แต่ต้องเลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ (Low-Impact) เพื่อไม่ให้ข้อต่อรับภาระมากเกินไป
- 🏊 การว่ายน้ำ หรือแอโรบิกในน้ำ: เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับข้อต่อ เนื่องจากน้ำช่วยพยุงน้ำหนักตัว ลดแรงกดต่อข้อสะโพกและข้อเข่าได้อย่างมาก
- 🚴 การปั่นจักรยาน (อยู่กับที่): เป็นการเคลื่อนไหวข้อสะโพกอย่างราบรื่นโดยไม่มีแรงกระแทก ช่วยเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
- 🧘 โยคะ หรือพิลาทิสแบบดัดแปลง: เน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลัก ๆ ที่มักตึง เช่น กล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้า (Hip Flexors) และด้านหลัง (Hamstrings/Gluteal Muscles) เพื่อลดอาการฝืดตึง
3. การควบคุมน้ำหนัก (ลดภาระของข้อสะโพก)
การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นมาตรการป้องกันที่ได้ผลที่สุด
- ลดแรงกด: น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มภาระอย่างมากต่อข้อสะโพก ทุก ๆ การเดิน 1 ก้าว ข้อสะโพกจะต้องแบกรับน้ำหนักเป็น 3-5 เท่าของน้ำหนักตัว การลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยก็สามารถลดภาระต่อข้อต่อได้อย่างมีนัยสำคัญ
- สถิติที่น่าสนใจ: ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคข้อสะโพกเสื่อม และยังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากในคนไทยวัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยกลางคน
4. เทคนิคการบรรเทาอาการปวดเบื้องต้น
เมื่อมีอาการปวดกำเริบ สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยตนเองก่อนปรึกษาแพทย์:
- การประคบเย็น (Ice Pack): ใช้เมื่อมีอาการปวดเฉียบพลัน หรือมีการอักเสบรุนแรง (เช่น หลังจากการใช้งานหนัก) ประคบ 15-20 นาที เพื่อช่วยลดการอักเสบและอาการบวม
- การประคบอุ่น (Heat Pack): ใช้เมื่อมีอาการปวดตึงเรื้อรัง หรือมีกล้ามเนื้อฝืดแข็ง ประคบ 15-20 นาที เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและช่วยคลายกล้ามเนื้อ
- การพักผ่อน (Rest): หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวดทันที แต่ไม่ควรพักผ่อนนานเกินไป เพราะจะทำให้อาการฝืดและตึงแย่ลง ควรเปลี่ยนมาเป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ แทน
🛑 สรุป: อย่าละเลยสัญญาณเตือน... ข้อสะโพกคือฐานของชีวิต
อาการปวดสะโพก ข้อฝืด หรือข้อขัด ไม่ใช่เพียงความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นตามวัย แต่เป็น สัญญาณเตือนสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ความเสียหายของข้อต่ออาจลุกลามจนถึงขั้นต้องผ่าตัด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างร้ายแรง
ความสำคัญของการไม่ละเลยอาการ
- ชะลอความรุนแรงของโรค: โรคข้อสะโพกเสื่อมและภาวะหัวกระดูกสะโพกตาย มักเริ่มจากอาการเล็กน้อย การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยวิธีการอนุรักษ์นิยม (เช่น กายภาพบำบัด) สามารถ ชะลอความเสื่อมของข้อต่อ และยืดอายุการใช้งานของข้อสะโพกธรรมชาติได้
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อน: อาการปวดเรื้อรังที่ไม่ได้รักษา อาจทำให้รูปแบบการเดินผิดปกติ (เดินกะเผลก) นำไปสู่ปัญหาข้อต่ออื่น ๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม หรืออาการปวดหลังที่รุนแรงขึ้นได้
- หลีกเลี่ยงการผ่าตัด: การตรวจพบในระยะเริ่มต้น ช่วยให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัดได้ก่อน หากปล่อยจนข้อเสื่อมรุนแรง หรือหัวกระดูกยุบตัวลงมากแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดอาจเหลือเพียง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เท่านั้น
คำแนะนำในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง (เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์กระดูกและข้อ)
อาการปวดสะโพกที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบอาจหายได้เองด้วยการพักผ่อนและการใช้ยา แต่ถ้าอาการปวดเริ่มเข้าข่ายเหล่านี้ ควรรีบปรึกษา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสีที่แม่นยำ










