อาการ ปวดสะโพก ร้าวลงขา ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะเกิดจาก “ข้อสะโพก” เสมอไป
เพราะบริเวณสะโพกเป็นจุดที่มีอาการส่งมาจากหลายส่วนของร่างกาย และสามารถแสดงอาการใกล้เคียงกันได้ ทั้ง ข้อสะโพก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกสันหลัง และเส้นประสาท
บางคนปวดบริเวณขาหนีบ บางคนปวดด้านข้างสะโพกหรือก้น และบางรายมีอาการร้าวลงต้นขา น่อง หรือเท้า รวมถึงอาจมี ชา ปวดแสบ หรือขาอ่อนแรง ร่วมด้วย
ดังนั้น การสังเกตว่า ปวดตรงไหน ร้าวไปทางใด และมีอาการอะไรเกิดขึ้นร่วมกัน จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์แยกสาเหตุและเลือกวิธีรักษาได้ตรงจุด
1. ปวดสะโพก ร้าวลงขา เกิดจากอะไรได้บ้าง?
เวลาคนไข้บอกว่า “ปวดสะโพกแล้วร้าวลงขา” หมอจะต้องแยกก่อนว่าอาการมาจากข้อสะโพก กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบ ๆ หรือมาจากกระดูกสันหลังและเส้นประสาท เพราะแต่ละสาเหตุรักษาต่างกันครับ
1.1 ปัญหาจากข้อสะโพก
ถ้าเป็นที่ข้อสะโพกเอง มักปวดบริเวณ ขาหนีบ ด้านหน้าสะโพก หรือต้นขา อาการอาจชัดขึ้นเวลาเดิน ลงน้ำหนัก ลุกจากเก้าอี้ หรือหมุนสะโพก
โรคที่พบได้ เช่น ข้อสะโพกเสื่อม ภาวะข้อสะโพกหนีบ (FAI) กระดูกอ่อนขอบเบ้าสะโพกบาดเจ็บ (Labral tear) และกระดูกหัวสะโพกขาดเลือด (AVN)
ในคนที่ข้อสะโพกเสื่อม นอกจากปวดแล้ว อาจรู้สึกข้อฝืด เดินลำบาก หรือขยับสะโพกได้ไม่คล่องเหมือนเดิมด้วยครับ
1.2 ปัญหาจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบสะโพก
บางคนปวดตรง ด้านข้างสะโพก โดยเฉพาะเวลานอนทับข้างที่ปวด เดินนาน ๆ หรือขึ้นลงบันได อาการแบบนี้อาจมาจากกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นรอบสะโพกได้
ภาวะหนึ่งที่พบคือ Greater Trochanteric Pain Syndrome (GTPS) เป็นกลุ่มอาการปวดบริเวณปุ่มกระดูกด้านข้างสะโพก ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อรอบ ๆ บริเวณนั้น
1.3 ปัญหาจากกระดูกสันหลังและเส้นประสาท
อีกกลุ่มคืออาการที่มาจาก เส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวถูกกดหรือระคายเคือง คนไข้บางรายจะปวดบริเวณก้น แล้วร้าวลงต้นขา น่อง หรือไปถึงเท้า
อาการปวดอาจเป็นลักษณะแสบ ร้อน หรือเหมือนไฟช็อต และบางคนมีชา เสียวตามขา หรือขาอ่อนแรงร่วมด้วย
จะเห็นว่าคำว่า “ปวดสะโพก” ของแต่ละคนอาจหมายถึงคนละตำแหน่งกัน เวลามาตรวจ ลองชี้ให้หมอดูว่าปวดตรงไหน และเล่าว่าร้าวไปถึงไหน มีชาหรืออ่อนแรงด้วยหรือเปล่า ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้หมอนำไปประกอบกับการตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุได้ชัดเจนขึ้นครับ
2. ปวดสะโพก ร้าวลงขา เป็นที่ข้อสะโพกหรือกระดูกสันหลัง?
อาการสองกลุ่มนี้คล้ายกันได้ครับ แต่มีจุดที่ช่วยสังเกตเบื้องต้นดังนี้
ถ้าเป็นที่ “ข้อสะโพก”
มักปวดบริเวณ ขาหนีบ ด้านหน้าสะโพก หรือต้นขา บางคนปวดร้าวไปถึงเข่าได้
อาการที่พบร่วมกัน เช่น
- เดินหรือลงน้ำหนักแล้วปวด
- ลุกจากเก้าอี้หรือขึ้นลงบันไดแล้วเจ็บ
- ใส่รองเท้าหรือถุงเท้าลำบาก เพราะขยับสะโพกได้ไม่คล่อง
- นั่งไขว่ห้างหรือหมุนสะโพกแล้วปวด
- รู้สึกข้อฝืด ขยับสะโพกได้น้อยลง
ถ้าเป็นที่ “กระดูกสันหลังหรือเส้นประสาท”
มักปวดบริเวณ หลังหรือก้น แล้วร้าวลงขา อาจเลยเข่าลงไปถึงน่องหรือเท้า
อาการที่อาจพบร่วมด้วย เช่น
- ชาหรือเสียวเหมือนเข็มทิ่ม
- ปวดแสบ ปวดร้อน
- ปวดเหมือนไฟช็อต
- ขาอ่อนแรง
คนที่มี โพรงกระดูกสันหลังตีบ บางรายจะยืนหรือเดินได้สักพัก แล้วเริ่มปวด ชา หรือรู้สึกหนักขา แต่พอนั่งพัก อาการจะดีขึ้น
บางคนมีปัญหาทั้งข้อสะโพกและกระดูกสันหลังพร้อมกันได้ครับ
จึงต้องดูอาการร่วมกับการตรวจร่างกาย ไม่สามารถแยกสาเหตุจากตำแหน่งที่ปวดเพียงอย่างเดียว
3. ปวดสะโพก ร้าวลงขา ร่วมกับชา หรือขาอ่อนแรง ต้องระวังอะไร?
ถ้ามีอาการ ชา หรือขาอ่อนแรงร่วมกับปวดร้าวลงขา หมอจะต้องตรวจเพิ่มเติมว่าเส้นประสาทถูกกดทับหรือมีความผิดปกติหรือไม่ครับ
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- ชาบริเวณต้นขา น่อง หรือเท้า
- ปวดแสบ หรือปวดเหมือนไฟช็อต
- กระดกข้อเท้าหรือนิ้วเท้าได้ไม่ดี
- เดินแล้วรู้สึกขาไม่มีแรง
- สะดุดหรือหกล้มบ่อยขึ้น
- ยืนเขย่งหรือยืนบนส้นเท้าได้ลำบาก
โดยเฉพาะ ขาอ่อนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น หรืออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเองครับ
อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?
หากมีอาการต่อไปนี้เกิดขึ้นใหม่ ร่วมกับปวดหลัง ปวดก้น หรือปวดร้าวลงขา ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ
- ชารอบอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือหว่างขา
- ปัสสาวะไม่ออก เริ่มปัสสาวะลำบาก หรือไม่รู้สึกว่าปวดปัสสาวะ
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
- ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงมาก หรืออ่อนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะกดทับกลุ่มเส้นประสาทส่วนปลายของกระดูกสันหลัง หรือ Cauda Equina Syndromeซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน
ไม่ต้องรอให้มีอาการครบทุกข้อ และไม่ควรรอดูอาการที่บ้านครับ
4. อาการแบบไหนควรพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยไว้นาน?
อาการปวดสะโพกบางครั้งอาจดีขึ้นได้เมื่อพักหรือปรับกิจกรรมครับ
แต่ถ้า ปวดไม่ดีขึ้น ปวดมากขึ้น หรือเริ่มทำให้ใช้ชีวิตลำบาก ควรมาตรวจหาสาเหตุ
อาการที่ควรพบแพทย์ ได้แก่
- ปวดสะโพกหรือปวดร้าวลงขาต่อเนื่อง
- ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- เดินหรือลงน้ำหนักลำบาก
- ปวดจนรบกวนการนอน
- สะโพกฝืด ขยับได้ไม่คล่องเหมือนเดิม
- มีชาหรือเริ่มรู้สึกว่าขาไม่มีแรง
- เดินได้ระยะทางสั้นลง ต้องหยุดพักบ่อยขึ้น
- ปวดหลังหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
ถ้ามี ไข้ร่วมกับปวดสะโพกรุนแรง บวมแดง หรือรู้สึกไม่สบายมาก ควรรีบไปตรวจครับ
ส่วนคนที่ ขาอ่อนแรงเกิดขึ้นใหม่หรืออ่อนแรงเพิ่มขึ้น ก็ไม่ควรรอเช่นกัน
การมาพบแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผ่าตัดครับ
หมอจะตรวจดูก่อนว่าอาการมาจากข้อสะโพก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกสันหลัง หรือเส้นประสาท แล้วจึงเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับสาเหตุและอาการของแต่ละคน
5. ตรวจหาสาเหตุอย่างไร? ต้อง X-ray หรือ MRI ไหม?
ปวดสะโพก ร้าวลงขา ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วย MRI ทุกคนครับ
หมอจะเริ่มจากการถามอาการและตรวจร่างกายก่อน เช่น
- เริ่มปวดตรงไหน และร้าวไปถึงไหน
- ปวดมานานเท่าไร
- เดิน นั่ง หรือนอนแล้วปวดมากขึ้นหรือไม่
- มีชา หรือขาอ่อนแรงร่วมด้วยไหม
จากนั้นจะตรวจการเดิน การขยับข้อสะโพก กำลังกล้ามเนื้อ และการทำงานของเส้นประสาท เพื่อดูว่าควรตรวจอะไรเพิ่มเติม
X-ray ช่วยดูอะไร?
X-ray ใช้ดู กระดูกและโครงสร้างข้อสะโพก เช่น
- ข้อสะโพกเสื่อม มีช่องข้อแคบลงหรือกระดูกงอก
- รูปร่างกระดูกหรือข้อสะโพกผิดปกติ
- กระดูกหักหรือความผิดปกติของกระดูกบางชนิด
ถ้ามีอาการ ปวดขาหนีบ เดินแล้วเจ็บ หรือสะโพกฝืด หมออาจเริ่มจาก X-ray เพื่อประเมินข้อสะโพกครับ
แล้วเมื่อไรถึงต้อง MRI?
MRI ช่วยดูรายละเอียดบางอย่างที่ X-ray เห็นได้ไม่ชัด
หมออาจพิจารณาตรวจเมื่อสงสัย เช่น
- หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
- โพรงกระดูกสันหลังตีบ
- กระดูกอ่อนขอบเบ้าสะโพกบาดเจ็บ
- เส้นเอ็นรอบสะโพกผิดปกติ
- กระดูกหัวสะโพกขาดเลือด
- กระดูกหักที่ยังเห็นไม่ชัดใน X-ray
จะตรวจ MRI สะโพกหรือกระดูกสันหลัง ต้องดูว่าอาการน่าจะมาจากส่วนไหนครับ
พบความผิดปกติในภาพ แปลว่าเป็นสาเหตุของอาการเลยไหม?
ไม่เสมอไปครับ
บางคนมีความผิดปกติใน X-ray หรือ MRI แต่สิ่งที่พบอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการปวดครั้งนี้ หมอจึงต้องดูภาพร่วมกับอาการและผลตรวจร่างกายเสมอ
เมื่อหาสาเหตุได้แล้ว จึงวางแผนรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน อาจเป็นการปรับกิจกรรม ใช้ยา กายภาพบำบัด หรือฉีดยา ส่วนการผ่าตัดจะพิจารณาในรายที่มีข้อบ่งชี้ครับ
6. ปวดสะโพก ร้าวลงขา รักษาอย่างไร? ต้องผ่าตัดไหม?
การรักษาจะขึ้นอยู่กับว่า อาการมาจากส่วนไหนครับ
แม้จะปวดบริเวณเดียวกัน แต่ถ้าสาเหตุเป็นข้อสะโพก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเส้นประสาทจากกระดูกสันหลัง วิธีรักษาก็อาจต่างกันได้
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
คนไข้หลายรายสามารถเริ่มรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น
- ปรับกิจกรรม ลดท่าหรือการใช้งานที่ทำให้ปวด
- ใช้ยา บรรเทาปวดหรือยาต้านการอักเสบตามคำแนะนำของแพทย์
- ทำกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้เคลื่อนไหวและใช้งานได้ดีขึ้น
- ฝึกกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้เหมาะกับโรค
- ควบคุมน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน เพื่อลดภาระที่ข้อสะโพกต้องรับ
- ฉีดยาเฉพาะจุด ในบางรายที่มีข้อบ่งชี้
ท่าบริหารควรเลือกให้ตรงกับสาเหตุครับ เพราะคนที่ปวดจากเส้นเอ็นรอบสะโพก ข้อสะโพกเสื่อม หรือเส้นประสาทถูกกดทับ อาจต้องใช้ท่าบริหารต่างกัน
เมื่อไรถึงพิจารณาผ่าตัด?
ปวดสะโพก ร้าวลงขา ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทุกคนครับ
หมอจะพิจารณาจากโรคที่พบ ความรุนแรงของอาการ และผลของการรักษาที่ผ่านมา เช่น
- ปวดมากจนเดิน นอน หรือใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
- รักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้ว ยังไม่ดีขึ้น
- มีความผิดปกติที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
- มีอาการทางเส้นประสาทที่สำคัญ เช่น ขาอ่อนแรงมากขึ้น
ถ้าเป็น ข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง ปวดมากและเดินลำบาก แม้รักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก
ถ้าเป็น เส้นประสาทจากกระดูกสันหลังถูกกดทับ อาจพิจารณาผ่าตัดเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาแบบไม่ผ่าตัด หรือมีอาการทางเส้นประสาทที่ต้องรีบแก้ไข
โดยเฉพาะคนที่ขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น ควรรีบให้แพทย์ประเมิน ไม่จำเป็นต้องรอให้ลองรักษาแบบไม่ผ่าตัดจนครบก่อนครับ
7. ปวดสะโพก ร้าวลงขา หายเองได้ไหม? ควรพักนานแค่ไหน?
บางกรณีดีขึ้นได้ครับ แต่ต้องดูว่าเกิดจากอะไร
ถ้าปวดจากการใช้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นมากเกินไป การลดกิจกรรมที่ทำให้ปวดและดูแลอย่างเหมาะสม อาจช่วยให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น
แต่ถ้าเป็นข้อสะโพกเสื่อม มีปัญหาภายในข้อ หรือเส้นประสาทถูกกดทับ การพักอาจช่วยลดอาการได้ แต่ไม่ได้แก้ต้นเหตุเสมอไป
ต้องนอนพักจนหายปวดไหม?
โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องนอนพักทั้งวันหรือรอจนหายปวดสนิทแล้วค่อยขยับครับ
หากไม่ได้รับบาดเจ็บที่ต้องจำกัดการลงน้ำหนัก และแพทย์ไม่ได้สั่งให้พัก ควรทำดังนี้
- ลดกิจกรรมหรือท่าที่ทำให้ปวดมากขึ้น
- เปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ
- เดินและเคลื่อนไหวเท่าที่ไหว โดยไม่ฝืนอาการ
การนอนพักนานเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและข้อฝืด กลับไปใช้งานตามปกติได้ยากขึ้น
แล้วควรพักกี่วัน?
ไม่มีจำนวนวันที่ใช้ได้กับทุกคนครับ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ
ถ้าปรับกิจกรรมแล้ว ปวดลดลงและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ก็ค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมตามที่ไหว
แต่ถ้า ปวดไม่ดีขึ้น ปวดมากขึ้น หรือเริ่มมีชาและขาอ่อนแรง ควรพบแพทย์ ไม่ควรพักรอดูอาการต่อไปเรื่อย ๆ
อาการแบบไหนไม่ควรรอดู?
หากมีอาการเกิดขึ้นใหม่ เช่น
- ชารอบอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือหว่างขา
- ปัสสาวะไม่ออก หรือควบคุมปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้
- ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงมาก หรืออ่อนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอให้มีอาการครบทุกข้อครับ
8. ปวดสะโพก ร้าวลงขา ดูแลตัวเองอย่างไร? ท่าไหนควรหลีกเลี่ยง?
ช่วงที่มีอาการ ควรลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดขยับทั้งหมดครับ
ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร?
- ลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
ถ้าเดินไกล วิ่ง ขึ้นลงบันได หรือนั่งบางท่าแล้วปวดมากขึ้น ให้ลดกิจกรรมนั้นลงชั่วคราว
- เปลี่ยนท่าเป็นระยะ
อย่านั่งหรือยืนท่าเดิมนาน ๆ ลองเปลี่ยนอิริยาบถ หรือเดินสั้น ๆ เท่าที่ไหว
- ค่อย ๆ กลับมาออกกำลังกายเมื่ออาการดีขึ้น
การฝึกกล้ามเนื้อรอบสะโพก ลำตัว และขา อาจช่วยให้กลับไปใช้งานได้ดีขึ้น แต่ควรเลือกท่าให้เหมาะกับสาเหตุของอาการ
ท่าไหนควรหลีกเลี่ยง?
ไม่มีท่าเดียวที่ต้องห้ามสำหรับทุกคนครับ เพราะแต่ละคนอาจปวดจากคนละสาเหตุ
หลักง่าย ๆ คือ ถ้าทำท่าไหนแล้วปวดร้าวหรือชาเพิ่มขึ้น ให้หยุดหรือปรับท่านั้น
ตัวอย่างเช่น
- ถ้านั่งยอง ๆ หรืองอสะโพกลึกแล้วปวดขาหนีบ ให้ลดท่าเหล่านี้ชั่วคราว
- ถ้าก้ม ยกของ หรือบิดตัวแล้วปวดร้าวลงขามากขึ้น ให้หลีกเลี่ยงในช่วงที่ยังมีอาการ
- ถ้ายืดหรือออกกำลังกายตามคลิปแล้วปวดร้าวลงขาหรือชาเพิ่มขึ้น ให้หยุด ไม่ควรฝืนทำต่อ
ไม่จำเป็นต้องฝืนยืดให้สุดหรือทำให้ครบตามคลิปครับ ควรดูว่าอาการของเราตอบสนองอย่างไร และเลือกท่าที่เหมาะกับตัวเอง
หากเริ่มมีขาอ่อนแรง หรืออ่อนแรงมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์ครับ
9. ปวดสะโพก ร้าวลงขา ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อย่างไร?
การป้องกันต้องดูว่าอาการเกิดจากอะไรครับ แต่สิ่งที่ช่วยดูแลสะโพกและหลังในระยะยาวได้ มีดังนี้
ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ
กล้ามเนื้อรอบสะโพก ต้นขา และลำตัว ช่วยรับแรงและควบคุมการเคลื่อนไหว
เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ควรฝึกต่อเนื่องด้วยท่าที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ใช่หยุดบริหารทันทีที่หายปวด แล้วกลับไปใช้งานหนักเหมือนเดิม
ค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรม
ถ้าหยุดออกกำลังกายไปนาน อย่าเพิ่งกลับไปวิ่งหรือเล่นกีฬาหนักเท่าที่เคยทำทันทีครับ
ควรเริ่มจากระดับที่ไหว แล้วค่อย ๆ เพิ่มทีละอย่าง เช่น
- ระยะเวลาที่ออกกำลังกาย
- ความหนัก
- จำนวนครั้งต่อสัปดาห์
เพื่อให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีเวลาปรับตัว
ดูแลน้ำหนักให้เหมาะสม
หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักจะช่วยลดภาระที่ข้อสะโพกและขาต้องรับ โดยเฉพาะคนที่มีข้อเสื่อมครับ
ดูแลโรคที่เป็นต้นเหตุอย่างต่อเนื่อง
ถ้าทราบแล้วว่าปวดจากข้อสะโพก เส้นเอ็น หรือกระดูกสันหลัง ควรรักษาและติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงทำท่าบริหารที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอ
แม้อาการปวดจะหายแล้ว ก็ควรดูแลต่อครับ เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตและออกกำลังกายได้ดีขึ้น และช่วยลดโอกาสกลับมาปวดซ้ำ
10. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดสะโพก ร้าวลงขา
ปวดสะโพก ร้าวลงขา แปลว่าเส้นประสาทถูกกดทับไหม?
ไม่เสมอไปครับ
อาการปวดร้าวอาจมาจากข้อสะโพก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อบริเวณก้นได้เช่นกัน
แต่ถ้ามี ชา ปวดเหมือนไฟช็อต หรือขาอ่อนแรงร่วมด้วย หมอจะนึกถึงปัญหาของเส้นประสาทมากขึ้น และต้องตรวจเพื่อแยกสาเหตุครับ
ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นครับ หมอจะถามอาการและตรวจร่างกายก่อน แล้วจึงเลือกการตรวจที่เหมาะสม
- ถ้าสงสัยข้อสะโพกเสื่อมหรือปัญหาของกระดูก อาจเริ่มด้วย X-ray
- ถ้าต้องดูรายละเอียดของเส้นเอ็น ภายในข้อ หมอนรองกระดูก หรือเส้นประสาท อาจพิจารณา MRI
จะตรวจบริเวณสะโพกหรือกระดูกสันหลัง ขึ้นอยู่กับว่าอาการน่าจะมาจากส่วนไหนครับ
นวดได้ไหม?
ต้องดูสาเหตุก่อนครับ
ถ้าเป็นอาการปวดตึงจากกล้ามเนื้อ การนวดอย่างเหมาะสมอาจช่วยบรรเทาได้ในบางคน
แต่ถ้าปวดมากหลังหกล้มหรืออุบัติเหตุ มีชา หรือขาอ่อนแรง ควรตรวจหาสาเหตุก่อน ไม่ควรนวดแรงหรือดัดและดึงหลังเอง
ควรประคบร้อนหรือเย็น?
เลือกตามลักษณะอาการได้ครับ
- ประคบเย็น อาจช่วยลดปวดในช่วงแรกของการบาดเจ็บ โดยเฉพาะเมื่อมีบวมร่วมด้วย
- ประคบอุ่น อาจช่วยให้กล้ามเนื้อที่ปวดตึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ควรมีผ้ารองระหว่างผิวหนังกับถุงประคบ และอย่าใช้ร้อนหรือเย็นจัด โดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการชา
การประคบช่วยบรรเทาอาการ แต่ถ้ามีปัญหาภายในข้อหรือเส้นประสาทถูกกดทับ ก็ยังต้องรักษาตามสาเหตุครับ
เมื่อไรควรพบแพทย์เฉพาะทาง?
ควรมาตรวจถ้ามีอาการเหล่านี้ครับ
- ปวดต่อเนื่อง ไม่ดีขึ้นหลังปรับกิจกรรม
- ปวดจนเดินลำบากหรือนอนไม่หลับ
- กลับมาปวดซ้ำบ่อย ๆ
- มีชา เดินผิดปกติ หรือรู้สึกว่าขาไม่มีแรง
ถ้าขาอ่อนแรงเพิ่งเกิดขึ้นหรืออ่อนแรงมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์
การตรวจจะช่วยให้รู้ว่าอาการมาจากข้อสะโพก เนื้อเยื่อรอบสะโพก หรือกระดูกสันหลังและเส้นประสาท เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละคนครับ
