1. การฉีดยาเข้าข้อเข่าคืออะไร และช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างไร?
เมื่อเกิดอาการปวดเข่าเรื้อรังจากภาวะข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) ซึ่งเป็นโรคที่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอไปตามวัยหรือการใช้งาน การรักษาด้วยการรับประทานยาและกายภาพบำบัดอาจไม่เพียงพอ การฉีดยาเข้าข้อเข่า จึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะการรักษาแบบอนุรักษ์ (ไม่ต้องผ่าตัด) เพื่อช่วยบรรเทาอาการและฟื้นฟูสภาพข้อเข่า
คำจำกัดความของการฉีดยาเข้าข้อเข่า
การฉีดยาเข้าข้อเข่า (Intra-articular Injection) คือ การฉีดสารหรือยาที่มีคุณสมบัติในการรักษาโดยตรงเข้าสู่ช่องว่างภายในข้อเข่า (Synovial Space) โดยมีเป้าหมายหลักคือการออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว การเพิ่มสารหล่อลื่น หรือการกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย
วิธีนี้ถือเป็นขั้นตอนการรักษาที่ใช้เวลาน้อยและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าการผ่าตัด
กลไกการทำงาน: การฉีดยาช่วยบรรเทาอาการได้อย่างไร?
การฉีดยาแต่ละชนิดมีกลไกที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของข้อเข่าเสื่อม ดังนี้:


สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมในไทย
ข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่าโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประเทศไทย ทำให้การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การฉีดยาเข่า มีความสำคัญเพิ่มขึ้น:
- ผู้ป่วยรวม: ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 9 ของประชากรทั้งหมด (ข้อมูล กรมการแพทย์ พ.ศ. 2561)
- ความเสี่ยงในผู้สูงอายุ: ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสูงถึง ร้อยละ 34-45
- ปัญหาการเข้าถึงการรักษา: น่ากังวลว่า ร้อยละ 70 ของผู้ที่มีอาการปวดเข่าไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการนำเสนอทางเลือกการรักษาที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ เช่น การฉีดยาเข้าข้อเข่า
2. ทำความรู้จัก 3 ทางเลือกหลักของการฉีดยาเข่า
สำหรับผู้ที่เผชิญกับอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อม การฉีดยาเข้าข้อเข่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยมีตัวยาหลักที่นิยมใช้ 3 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีกลไกและข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
2.1 การฉีดสเตียรอยด์ (Steroid Injection)

คืออะไร?
การฉีดสเตียรอยด์ เข้าข้อเข่าเป็นการใช้ยาที่มี ฤทธิ์ต้านการอักเสบที่รุนแรงและรวดเร็ว (Corticosteroids) โดยแพทย์จะผสมสเตียรอยด์เข้ากับยาชาแล้วฉีดเข้าไปยังบริเวณช่องว่างของข้อเข่าหรือรอบข้อเข่าที่เกิดการอักเสบ เพื่อลดการปวดและบวมเฉพาะจุด
เหมาะกับใคร?
การฉีดสเตียรอยด์เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดและ อักเสบเฉียบพลัน หรือมีภาวะ ข้อเข่าบวม ร้อน และมีน้ำในข้อปริมาณมาก ซึ่งการอักเสบนั้นทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้ยาต้านการอักเสบชนิดอื่น ๆ (NSAIDs)
ผลลัพธ์และระยะเวลา
จุดเด่นของสเตียรอยด์คือการออกฤทธิ์ที่รวดเร็วมาก ผู้ป่วยมักจะเริ่มรู้สึกว่าอาการปวดและอักเสบลดลงภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง หลังการฉีด
โดยทั่วไปแล้ว ผลการบรรเทาอาการปวดและอักเสบจะอยู่ได้นานประมาณ 6 ถึง 12 สัปดาห์ (หรือสูงสุดประมาณ 3 เดือน)
ข้อควรระวังสำคัญ
แม้จะเป็นวิธีการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง แต่การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า ไม่ควรฉีดบ่อยหรือต่อเนื่องเป็นประจำ เนื่องจากสารสเตียรอยด์มีความเสี่ยงที่จะ ทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อได้หากใช้เกินความจำเป็น แพทย์จึงมักจำกัดการฉีดไม่ให้เกิน 3-4 ครั้งต่อปี
สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า
- ความรวดเร็วในการออกฤทธิ์: สถิติและข้อมูลทางคลินิกยืนยันว่า มากกว่า 80% ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดสเตียรอยด์ครั้งแรก มักจะรายงานว่าอาการปวดลดลงอย่างชัดเจนภายใน 1-2 วัน
- ระยะเวลาการบรรเทาปวด: โดยเฉลี่ยแล้ว การฉีดสเตียรอยด์จะให้ผลการบรรเทาอาการปวดอยู่ในช่วง 6-12 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นทางออกระยะสั้นที่ดีเยี่ยมในการลดอาการกำเริบของโรค
- ข้อจำกัดการฉีด: แนวทางเวชปฏิบัติส่วนใหญ่แนะนำว่าไม่ควรฉีดสเตียรอยด์ในข้อเข่าเกิน 3-4 ครั้งต่อปี เพื่อป้องกันผลกระทบสะสมต่อกระดูกอ่อนและเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อในข้อ (ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก)
2.2 การฉีดน้ำไขข้อเทียม หรือ Hyaluronic Acid (HA)

คืออะไร?
การฉีด Hyaluronic Acid (HA) หรือที่เรียกกันว่า น้ำไขข้อเทียม คือการฉีดสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารสำคัญในน้ำไขข้อ (Synovial Fluid) หน้าที่ของ HA คือการเป็น สารหล่อลื่น (Lubricant) เพื่อลดการเสียดสีระหว่างกระดูกอ่อนผิวข้อที่เริ่มสึกหรอ และเป็น ตัวดูดซับแรงกระแทก (Shock Absorber) ทำให้ข้อเข่ามีความยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
เหมาะกับใคร?
การฉีด HA เป็นทางเลือกที่แนะนำสำหรับ:
- ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง (มักเป็นระดับ Kellgren-Lawrence Grade I-III)
- ผู้ป่วยที่มีอาการปวดและข้อฝืดตึง ที่ไม่ตอบสนองต่อการรับประทานยาแก้ปวดและการทำกายภาพบำบัด
- ผู้ป่วยที่ยังมีอาการ แต่ ยังไม่ถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หรือผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้
ผลลัพธ์และระยะเวลา
HA ออกฤทธิ์แตกต่างจากสเตียรอยด์ โดยจะค่อย ๆ เห็นผลชัดเจนขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ หลังการฉีด ผลลัพธ์ที่ได้คือ:
- ช่วยลดอาการปวดและอักเสบที่เกิดจากการระคายเคือง
- เพิ่มความยืดหยุ่นและลดอาการข้อติดฝืด
ผลของการฉีด HA จะอยู่ได้นานประมาณ 3 - 6 เดือน สำหรับชนิดโมเลกุลเล็กที่ต้องฉีดหลายครั้ง และยาวนานถึง 6 - 12 เดือน สำหรับชนิดโมเลกุลใหญ่ที่ฉีดเพียงครั้งเดียว (Single Shot)
ข้อดี
ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการฉีด HA คือ ช่วยชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ เนื่องจากเป็นการเสริมสารตามธรรมชาติของร่างกาย โอกาสเกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงร้ายแรงจึงต่ำมาก และยังอาจช่วยกระตุ้นให้เยื่อหุ้มข้อสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อที่มีคุณภาพดีขึ้นได้ในระยะเวลาหนึ่ง
สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฉีด Hyaluronic Acid
- ประสิทธิภาพในการยืดเวลาผ่าตัด: การศึกษาหลายชิ้นพบว่า การฉีด HA เข้าข้อเข่าสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและชะลอความจำเป็นในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมออกไปได้นานถึง 1-2 ปี ในผู้ป่วยบางราย
- ความแตกต่างของชนิดยา: สถิติแสดงให้เห็นว่า น้ำไขข้อเทียมชนิด "Single Shot" (ฉีดเพียงครั้งเดียว) ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ สามารถให้ผลลัพธ์ในการลดอาการปวดและอักเสบได้นานถึง 6-12 เดือน ซึ่งให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ป่วยมากกว่าชนิดที่ต้องฉีด 3-5 ครั้ง
- การตอบสนองต่อการรักษา: ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ที่มีการวินิจฉัยถูกต้องและรับการฉีด HA โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มักจะรายงานว่า ระดับความเจ็บปวดลดลง และ ความสามารถในการใช้งานข้อเข่าดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกในช่วง 6 เดือนแรกหลังการรักษา
2.3 การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet-Rich Plasma หรือ PRP)

คืออะไร?
การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เป็นนวัตกรรมการรักษาที่ใช้กลไกการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย โดยมีขั้นตอนคือ:
- เจาะเลือด ของผู้ป่วยออกมาในปริมาณเล็กน้อย
- นำเลือดเข้าเครื่อง ปั่นแยก (Centrifuge) ด้วยความเร็วสูง เพื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็น พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น ออกมา
- เกล็ดเลือดที่เข้มข้นนี้มีสารสำคัญที่เรียกว่า Growth Factors (สารเร่งการเจริญเติบโต) ในปริมาณสูง
- แพทย์จะฉีด PRP ที่ได้กลับเข้าไปยังบริเวณ ข้อเข่า ที่มีปัญหาหรือบริเวณ เส้นเอ็น/กล้ามเนื้อ ที่บาดเจ็บ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหายตามธรรมชาติ
เหมาะกับใคร?
PRP เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการฟื้นฟูเนื้อเยื่อโดยเฉพาะ:
- ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง (Grade I-III) ที่ต้องการชะลอความเสื่อมและลดอาการปวด
- ผู้ที่มีปัญหา เอ็นหรือกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง เช่น เอ็นข้อเข่าอักเสบ หรือเอ็นร้อยหวายอักเสบ
- ผู้ที่ไม่ต้องการรับประทานยาแก้ปวดหรือการใช้สารสังเคราะห์ เนื่องจาก PRP เป็นสารจากร่างกายตัวเอง
ผลลัพธ์และระยะเวลา
PRP จะเน้นที่การ ฟื้นฟูและซ่อมแซม เนื้อเยื่อในระยะยาว ไม่ได้เน้นการระงับปวดแบบเฉียบพลันเหมือนสเตียรอยด์:
- ผู้ป่วยมักจะเริ่มเห็นผลการรักษาและรู้สึกอาการปวดลดลงได้ตั้งแต่ 4-6 สัปดาห์ หลังจากการฉีดเข็มแรกหรือหลังจบคอร์ส (มักแนะนำให้ฉีด 2-3 เข็ม ห่างกัน 1 สัปดาห์)
- ผลการรักษาโดยเฉลี่ยสามารถ คงอยู่ได้นาน 6 - 12 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการดูแลตัวเองของผู้ป่วย
ข้อดี
- ความปลอดภัยสูง: เนื่องจากเป็นสารสกัดจากเลือดของผู้ป่วยเอง (Autologous) จึงมีความปลอดภัยสูง และ แทบไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้หรือการต่อต้านจากร่างกาย
- ซ่อมแซมและฟื้นฟู: ช่วยกระตุ้นให้เซลล์กระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อรอบข้อได้รับการบำรุงและฟื้นฟูอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เป็นการรักษาที่ ตรงจุด ที่ต้นเหตุของความเสื่อม
สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฉีด PRP
- ระดับความปวดที่ลดลง: งานวิจัยและผลการรักษาทางคลินิกพบว่า ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะต้นถึงกลาง (Grade I–II) ที่ได้รับการรักษาด้วย PRP มีรายงานว่าอาการปวด ลดลงได้ถึง 50–80% และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการฉีดครบตามคอร์ส
- ผลลัพธ์ในการใช้งานข้อเข่า: มีการศึกษาเปรียบเทียบคะแนนประเมินอาการปวดและสมรรถภาพทางกาย (เช่น WOMAC score) พบว่า ผู้ป่วยที่ฉีด PRP มีคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ฉีดยาหลอกหรือฉีด HA ในบางกรณี โดยเฉพาะด้านการเคลื่อนไหว
- ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์: ผู้ป่วยที่จะได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุดจาก PRP มักจะเป็นกลุ่ม อายุน้อย มี น้ำหนักไม่เกินเกณฑ์ และมีภาวะข้อเสื่อมที่ไม่รุนแรงหรือมีข้อผิดรูปน้อย
3. ตารางเปรียบเทียบการฉีดยาเข่าทั้ง 3 ชนิด (สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลสรุป)
การเลือกวิธีการฉีดยาเข้าข้อเข่าที่เหมาะสมที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค อาการปวด และเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย ตารางสรุปนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมความแตกต่างที่สำคัญของวิธีการฉีดหลักทั้ง 3 ชนิดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


สถิติและข้อเท็จจริงเปรียบเทียบที่น่าสนใจ
เพื่อประกอบการตัดสินใจ แพทย์มักใช้ข้อมูลจากการวิจัยทางคลินิกเปรียบเทียบประสิทธิภาพของตัวยาแต่ละชนิด ดังนี้:
1. ประสิทธิภาพในการลดอาการปวด (Pain Relief)
- สเตียรอยด์: ให้ผลเร็วที่สุด โดยอาการปวดจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน แต่เป็นผลลัพธ์ที่อยู่ได้ในระยะสั้น
- PRP และ HA: จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Meta-Analysis) พบว่า ในระยะยาว (ตั้งแต่ 6-12 เดือน) PRP มักจะให้ผลการลดอาการปวดและการทำงานของข้อเข่าที่ดีกว่า ทั้งการฉีดสเตียรอยด์ และ Hyaluronic Acid ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
2. ระยะเวลาของผลลัพธ์ (Duration of Effect)
- PRP และ HA: ถือเป็นทางเลือกที่มีผลลัพธ์ยาวนานกว่าสเตียรอยด์ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลลัพธ์ของ PRP และ HA ชนิด Single Shot สามารถบรรเทาอาการได้นานถึง 6-12 เดือน ทำให้ลดความถี่ในการฉีด
- ข้อควรระวัง: แม้ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน แต่ PRP และ HA ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที ผู้ป่วยจะต้องรอ 2-6 สัปดาห์ จึงจะเริ่มรู้สึกถึงผลการรักษาที่ชัดเจน
3. กลไกการทำงานที่แตกต่าง
- สเตียรอยด์: เป็นการรักษาแบบ "ประคับประคองอาการ" (Symptomatic Relief) หรือการดับไฟที่กำลังลุกไหม้ แต่ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูหรือซ่อมแซมโครงสร้างข้อเข่า
- PRP: จัดเป็นการรักษาแบบ "ฟื้นฟูและสร้างใหม่" (Regenerative) เนื่องจากมี Growth Factors ที่กระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่าตัวยาอื่น ๆ ในแง่ของการจัดการที่ต้นเหตุความเสื่อม
- HA: เน้นการ "เสริมสร้างสภาพแวดล้อม" ในข้อให้ดีขึ้น (Viscosupplementation) เพื่อลดแรงเสียดทานและชะลอการสึกหรอของกระดูกอ่อน
4. ข้อจำกัดและข้อควรระวัง: ใครไม่ควรฉีดยาเข้าข้อเข่า?
แม้ว่าการฉีดยาเข้าข้อเข่าจะเป็นทางเลือกการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการ แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อควรระวังสำคัญที่ผู้ป่วยและแพทย์ต้องพิจารณาก่อนการรักษาทุกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มอาการต่อไปนี้:
ข้อจำกัดที่ใช้กับการฉีดทุกชนิด (สเตียรอยด์, HA, PRP)
- ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อในข้อเข่า หรือติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะฉีด
- การฉีดยาใดๆ เข้าไปในข้อขณะที่มีการติดเชื้อ ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด เนื่องจากเข็มอาจนำพาเชื้อโรคจากผิวหนังหรือบริเวณอื่นเข้าสู่ช่องข้อเข่าโดยตรง ซึ่งนำไปสู่ ภาวะข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis) ที่เป็นอันตรายรุนแรงต่อข้อเข่าได้
- ผู้ที่มีเลือดออกในข้อเข่าอย่างเฉียบพลัน
- กรณีที่ข้อเข่ามีเลือดออกมากจากการบาดเจ็บ (เช่น หลังอุบัติเหตุ) แพทย์อาจต้องประเมินและรักษาอาการเฉียบพลันนั้นก่อนการฉีดยา
- ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง
- ไม่ว่าจะเป็น PRP หรือ HA มักจะไม่มีประสิทธิภาพที่ดีในผู้ป่วยที่มีข้อเสื่อมมากจนกระดูกอ่อนถูกทำลายเกือบหมด แพทย์มักจะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแทน
ข้อจำกัดเฉพาะของ PRP (Platelet-Rich Plasma)
เนื่องจาก PRP ใช้เลือดของผู้ป่วยเองในการรักษา จึงมีข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือดและภูมิคุ้มกัน:
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น Warfarin, Aspirin/NSAIDs): ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกที่บริเวณที่ฉีดสูง และยากลุ่ม NSAIDs หรือสเตียรอยด์จะ ลดประสิทธิภาพการทำงานของเกล็ดเลือด และสาร Growth Factors ได้ ดังนั้นมักจะต้องงดยาดังกล่าวก่อนและหลังการฉีดตามคำแนะนำของแพทย์
- ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือมีไข้สูง
- ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็ง (โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือด) หรือ โรคทางภูมิคุ้มกัน (เช่น โรคโลหิตจาง, รูมาตอยด์)
ข้อจำกัดเฉพาะของ HA และ สเตียรอยด์
- ผู้ที่มีอาการแพ้ส่วนประกอบของยา: แม้จะพบได้น้อย แต่ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้สารประกอบของยาฉีด HA หรือสเตียรอยด์ (รวมถึงยาชาที่ใช้ร่วมกัน) ถือเป็นข้อควรระวังสำคัญ

สถิติความเสี่ยงและข้อควรระวังที่น่าสนใจ
- ความเสี่ยงของการติดเชื้อ: การติดเชื้อในข้อเข่าจากการฉีดยาใด ๆ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุด แม้จะพบได้น้อยมาก โดยมีสถิติการเกิดโดยประมาณอยู่ที่ น้อยกว่า 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 50,000 ครั้งของการฉีด การเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และการทำหัตถการในสภาวะที่ปลอดเชื้อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
- การงดยาต้านอักเสบสำหรับ PRP: ข้อมูลทางคลินิกย้ำถึงความจำเป็นในการหยุดยากลุ่ม NSAIDs และสเตียรอยด์ อย่างน้อย 7-14 วัน ก่อนและหลังการฉีด PRP เพราะสารเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของ Growth Factors ทำให้ประสิทธิภาพของการฟื้นฟูตามธรรมชาติลดลงอย่างมาก
- อาการข้างเคียงทั่วไป: อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดจากการฉีดทุกชนิดคือ อาการปวด บวม แดง เล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่รายงานว่าอาการดีขึ้นเองภายใน 2-3 วัน และสามารถจัดการได้ด้วยการประคบเย็นและรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล
5. คำแนะนำและการปฏิบัติตัวหลังการฉีดยาเข่า
การดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังการฉีดยาเข้าข้อเข่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและทำให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด คำแนะนำเหล่านี้ใช้ได้กับการฉีดยาทั้ง 3 ชนิด (สเตียรอยด์, HA, และ PRP):
อาการปกติหลังฉีดและวิธีการดูแล

คำแนะนำในการพักการใช้งานข้อเข่า
เพื่อให้อาการระบมลดลงและยาได้มีโอกาสทำงานได้อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้:
- พักการใช้งานเบื้องต้น: ควร หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักมาก หรือการใช้งานข้อเข่าหนักๆ เป็นเวลา 24 – 48 ชั่วโมง (2-3 วัน) หลังการฉีด เพื่อให้ยาเข้าที่และลดการระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก: ควรงดการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง (วิ่ง, กระโดด), การยืนหรือเดินนาน ๆ, การยกของหนัก, การนั่งยอง ๆ หรือนั่งพับเพียบ จนกว่าอาการปวดจากการฉีดจะหายไป
- การเคลื่อนไหวเบา ๆ: สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวเบา ๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรฟังเสียงร่างกายและไม่หักโหม

สัญญาณผิดปกติที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์
แม้ว่าภาวะแทรกซ้อนจะพบได้น้อย แต่ผู้ป่วยต้องเฝ้าระวังและรีบมาพบแพทย์ทันที หากมีสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อในข้อเข่า:
- ปวดรุนแรงและต่อเนื่อง: มีอาการปวด บวม แดง ร้อนรุนแรง บริเวณข้อเข่า เกิน 2-3 วัน และอาการปวดไม่ดีขึ้นหลังจากการรับประทานยาแก้ปวด
- มีไข้สูง หนาวสั่น: อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในข้อเข่าหรือติดเชื้อในกระแสเลือด
- มีผื่นขึ้นตามร่างกาย: โดยเฉพาะหลังการฉีด HA หรือสเตียรอยด์ อาจเป็นอาการแสดงของการแพ้ยา
สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนหลังการฉีดยา
ความเสี่ยงหลักที่ผู้ป่วยต้องทราบคือการติดเชื้อในข้อเข่า
- อุบัติการณ์ของการติดเชื้อ: สถิติโดยรวมของการเกิดภาวะข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis) หลังการฉีดยาเข้าข้อเข่าทั้งหมดถือว่า ต่ำมาก อยู่ในระดับประมาณ 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 50,000 ครั้ง ของการฉีดทั้งหมด
- การจัดการความเจ็บปวด: ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีด PRP มักรายงานว่ามีอาการปวดและอักเสบเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 วันแรกสูงกว่าการฉีด HA เล็กน้อย แต่ความเจ็บปวดนี้จะหายไปเอง และ ห้ามใช้ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) เพราะจะลดประสิทธิภาพของ PRP
ความสำคัญของการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: การทำหัตถการฉีดยาเข้าข้อเข่าโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้เทคนิคปลอดเชื้อ (Sterile Technique) และอาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการนำทาง (Ultrasound Guidance) สามารถช่วย ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและการติดเชื้อ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากท่านต้องการปรึกษาศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เชี่ยวชาญด้านข้อเข่า ข้อสะโพก การฉีดยาเข่า ท่านสามารถนัดหมายได้ที่นี่







