ขาโก่ง ปวดเข่า หกล้มง่าย: เข่าเสื่อม "ผู้ชาย" ก็เป็นได้ ไม่ใช่โรคเฉพาะผู้หญิง

 13 Feb 2026  เปิดอ่าน 6 ครั้ง

เวลาพูดถึง โรคข้อเข่าเสื่อม หลายคนมักนึกถึงผู้สูงอายุ หรือผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน

แต่ในความเป็นจริง จากประสบการณ์ในคลินิก ผมพบว่า


👉 ผู้ชายจำนวนไม่น้อยมีภาวะข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังไม่มาก


และหลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ


**“ขาโก่ง”**ซึ่งเป็นปัจจัยที่เร่งให้ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ


บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ว่า

ทำไมขาโก่งจึงเป็นภาวะที่อันตรายต่อข้อเข่า

และเหตุใดจึงไม่ควรมองข้ามปัญหานี้


1️⃣ ขาโก่งคืออะไร? ขาโก่งแบบไหนถึงเสี่ยง “เข่าเสื่อม” มากที่สุด (O-shape vs X-shape)

ในทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ แนวแกนขาของมนุษย์ หรือ Mechanical Axis มีความสำคัญอย่างมากต่อการรับน้ำหนักของข้อเข่า

หากแนวกระดูกของขาผิดรูป แรงกดจากน้ำหนักตัวจะไม่กระจายอย่างสมดุล แต่ไปกระจุกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการสึกหรอของผิวข้อเร็วกว่าปกติ


✅ ขาโก่งแบบ O-shape (เข่าโก่งออกเป็นตัว O)

ขาโก่งลักษณะนี้เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด และมีความสัมพันธ์กับโรคข้อเข่าเสื่อมโดยตรง

  • ลักษณะ: เมื่อยืนให้ข้อเท้าชิดกัน จะพบว่าข้อเข่าทั้งสองข้างแยกออกจากกัน ลักษณะคล้ายวงเล็บเปิด-ปิด ( )
  • ความเสี่ยงเข่าเสื่อม: สูงที่สุด
  • ในผู้ที่มีขาโก่งแบบ O-shape น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะถูกถ่ายลงไปที่ ผิวข้อเข่าด้านใน (Medial Compartment) แทนที่จะกระจายทั่วผิวข้อ ส่งผลให้กระดูกอ่อนด้านในสึกหรออย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดกระดูกงอกและทำให้เข่าทรุดตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

✅ ขาฉิ่ง หรือ ขาเป็ดแบบ X-shape (เข่าหุบเข้าด้านใน)

  • ลักษณะ: เมื่อยืนให้หัวเข่าชิดกัน แต่ข้อเท้าจะแยกออกจากกัน
  • ความเสี่ยงเข่าเสื่อม: พบได้น้อยกว่าในบริบทของข้อเข่าเสื่อมทั่วไป
  • โดยมักทำให้เกิดการสึกหรอที่ ผิวข้อเข่าด้านนอก (Lateral Compartment) และพบความสัมพันธ์กับภาวะลูกสะบ้าเคลื่อนหรือหลุดง่าย (Patellar Instability) มากกว่า
  • กลุ่มที่พบบ่อย: มักพบในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความยืดหยุ่นของข้อสูง

ทำไมขาโก่งถึงเร่งให้เข่าเสื่อม?

เมื่อแนวข้อเข่าผิดรูปจากภาวะขาโก่ง แรงกดที่ควรถูกกระจายอย่างสมดุลจะเปลี่ยนไปทันที

➤ แนวข้อผิด → แรงกดไม่สมดุล

น้ำหนักตัวจะถูกถ่ายไปยังผิวข้อบางตำแหน่งมากกว่าปกติ

➤ กระดูกอ่อนบางจุดรับแรงซ้ำ ๆ → สึกหรอเร็ว

โดยเฉพาะผิวข้อที่รับแรงซ้ำทุกก้าวที่เดิน ทำให้เกิดการสึกเร็วกว่าที่ควรเป็นตามอายุ

➤ ร่างกายชดเชยด้วยท่าทางที่ผิด → ปวดจุดอื่นตามมา

เมื่อเข่าทำงานผิดแนว ร่างกายจะปรับท่าทางโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดสะโพก หลัง หรือแม้แต่เท้าในระยะยาว


สรุป

ขาโก่งไม่จำเป็นต้องทำให้ปวดเข่าทันที

แต่เป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นแบบเงียบ ๆ โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนกระทั่งเริ่มมีอาการชัดเจน

หากคุณมีขาโก่งแบบ O-shape ยิ่งโก่งมาก องศาการรับน้ำหนักของข้อเข่ายิ่งผิดเพี้ยน

เปรียบเหมือนล้อรถที่ศูนย์ถ่วงไม่ตรง ยางฝั่งเดียวจะสึกก่อนและสึกหนักที่สุด

ในกรณีของข้อเข่า นั่นคือกระดูกอ่อนค่อย ๆ พังทลาย จนในที่สุดเกิดภาวะกระดูกชนกระดูก และกลายเป็นข้อเข่าเสื่อมในที่สุด


2️⃣ ผู้ชายก็เข่าเสื่อมได้ทำไมผู้ชายถึงเริ่มปวดเข่า ขาโก่ง ทั้งที่ยังไม่แก่

แม้ในเชิงสถิติ โรคข้อเข่าเสื่อมจะพบในผู้หญิงมากกว่า

แต่ในทางปฏิบัติทางคลินิก ผมพบว่า ผู้ป่วยชายจำนวนมากมักมาพบแพทย์ในระยะที่ข้อเข่าเสื่อมค่อนข้างรุนแรงแล้วเหตุผลสำคัญคือ ผู้ชายมักเป็นกลุ่มที่ใช้เข่าหนัก และใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนข้อเข่าค่อย ๆ พังลงโดยไม่รู้ตัว


1. ภาระงานและแรงกระแทกต่อข้อเข่า

ผู้ชายจำนวนมากทำงานที่ต้องใช้แรงกาย ยกของหนัก หรือเดินยืนนาน

ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าอย่างมากในชีวิตประจำวัน

เมื่อข้อเข่าต้องรับแรงลักษณะนี้ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

ผิวกระดูกอ่อนจะเกิดการบาดเจ็บระดับเล็ก ๆ สะสม และค่อย ๆ เสื่อมลงในที่สุด


2. ประวัติการบาดเจ็บจากการกีฬา (Post-Traumatic OA)

ผู้ชายจำนวนไม่น้อยมีประวัติเล่นกีฬาที่มีแรงปะทะหรือการบิดหมุนเข่าสูง

เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือการวิ่งลงส้น กระโดดบ่อย ๆ

การบาดเจ็บที่พบบ่อยคือ

  • หมอนรองกระดูกเข่า (Meniscus)
  • เอ็นไขว้หน้า (ACL)

เมื่อหมอนรองกระดูกฉีกขาด แม้จะเคยผ่าตัดรักษาแล้ว

กลไกการรองรับแรงกระแทกของข้อเข่าจะไม่เหมือนเดิม

ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมตามมาได้ภายใน 10–15 ปี

ในผู้ป่วยบางราย เมื่อหมอนรองกระดูกด้านในสึกหรอมากขึ้น

เข่าจะเริ่มทรุดและเอน ทำให้ ขาโก่งชัดขึ้นตามเวลา


3. การนั่งและยืนผิดท่าเรื้อรัง

พฤติกรรมที่พบได้บ่อย เช่น

  • การนั่งขัดสมาธิ
  • การนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน

ท่าทางเหล่านี้เพิ่มแรงดันภายในข้อเข่าอย่างมาก

และทำให้เอ็นบางส่วนยืดตัวผิดสมดุล

ยิ่งในผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อตึงตัวสูง จะยิ่งส่งเสริมให้ภาวะขาโก่งชัดขึ้นในระยะยาว


สัญญาณเตือนที่ผู้ชายมักมองข้าม

  • ปวดเข่าหลังเล่นกีฬา และไม่หายสนิทสักที
  • เข่าฝืดตอนตื่นนอน แต่ดีขึ้นเมื่อเริ่มเดิน
  • รู้สึกว่าเข่า “ไม่มั่นคง” เวลาเปลี่ยนทิศทางหรือหมุนตัว

สรุป

ผู้ชายมักไม่ปวดมากในระยะแรก

แต่เมื่อเริ่มปวดจริง ๆ มักเป็นช่วงที่ ผิวข้อเริ่มสึกไปแล้วพอสมควร


3️⃣ ผู้หญิงขาโก่ง เสี่ยงเข่าเสื่อมมากกว่าที่คิด

ฮอร์โมน น้ำหนัก และพฤติกรรมที่เร่งให้ข้อเข่าพัง

หลายคนอาจสังเกตว่า เวลาเห็นคุณป้า คุณยายเดิน มักจะเดินขาโก่ง โยกเยก มากกว่าผู้ชาย

คำถามคือ ทำไมผู้หญิงถึงเป็นแบบนี้บ่อยกว่า

คำตอบอยู่ที่ทั้ง โครงสร้างร่างกาย ฮอร์โมน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน


1. โครงสร้างเชิงกรานที่กว้างกว่าโดยธรรมชาติโดยธรรมชาติ

โดยธรรมชาติ ผู้หญิงมีเชิงกรานกว้างกว่าผู้ชาย เพื่อรองรับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร สิ่งนี้ทำให้มุมของกระดูกต้นขาที่ทำกับหน้าแข้ง หรือที่เรียกว่า Q-angle มีองศามากกว่า

ผลที่ตามมาคือ

แรงกดจากน้ำหนักตัวจะถูกถ่ายลงข้อเข่าในมุมที่ เปราะบางกว่าผู้ชาย

เมื่ออายุมากขึ้น หากกล้ามเนื้อต้นขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) อ่อนแรงแนวเข่าจะเริ่มควบคุมได้ไม่ดี ทำให้เข่าค่อย ๆ ทรุด และเปลี่ยนรูปเป็น ขาโก่ง ในระยะยาว


2. วิกฤตวัยหมดประจำเดือน

ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของการสร้างและซ่อมแซมเซลล์กระดูกอ่อน

เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ผลคือ

  • กระดูกอ่อนซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง
  • ผิวข้อเปราะบางขึ้น
  • ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่ได้ใช้งานหนักมาก


3. น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

ผู้หญิงมีแนวโน้มสะสมไขมันได้ง่าย โดยเฉพาะหลังวัยกลางคน

ทุก ๆ น้ำหนักตัวที่เกินมา 1 กิโลกรัม

จะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าประมาณ 4 กิโลกรัมในทุกก้าวที่เดิน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม

👉 การลดน้ำหนักจึงถือเป็น “ยาลดปวดเข่า” ที่ดีที่สุด และตรงจุดที่สุด สำหรับผู้หญิงหลายคน


พฤติกรรมที่พบได้บ่อย และส่งผลต่อข้อเข่า

  • ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
  • นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิเป็นประจำ
  • ยืนลงน้ำหนักขาข้างเดียวจนเคยตัว

พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเพิ่มแรงกดและทำให้แนวข้อเข่าผิดสมดุลมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


สรุป

ผู้หญิงที่มี ขาโก่ง ร่วมกับน้ำหนักตัวเพิ่ม และกล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง

คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมเร็วที่สุด

และมักเริ่มมีอาการชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น


4️⃣ ปวดเข่าเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือยืนนาน ๆ นี่ใช่สัญญาณเข่าเสื่อมหรือยัง?

อาการปวดเข่าไม่ได้หมายความว่าจะเป็นข้อเข่าเสื่อมทุกคน

ในทางการแพทย์ เราแยกลักษณะอาการปวดออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อช่วยประเมินสาเหตุได้ชัดเจนขึ้น


✅ อาการปวดแบบกล้ามเนื้อหรือเอ็นอักเสบ (มักเป็นชั่วคราว และหายได้)

  • ปวดหลังใช้งานหนัก แต่พักแล้วดีขึ้นภายในเวลาสั้น ๆ
  • มักไม่ค่อยมีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า
  • อาการไม่ค่อยเป็นซ้ำจุดเดิมติดต่อกันนาน


⚠️ สัญญาณเตือน “เข่าเสื่อม” ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง

  • ปวดแรกเริ่ม (Start-up pain)

เป็นอาการคลาสสิกของข้อเข่าเสื่อม คือจะรู้สึกปวดตึงมากในช่วงก้าวแรกหลังนั่งหรือพักนาน ๆ

แต่เมื่อเดินไปสักพัก อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น เหมือนเครื่องเริ่มร้อนแล้วใช้งานได้

  • ปวดเวลาเดินขึ้น-ลงบันได

โดยเฉพาะขณะ ลงบันได จะรู้สึกปวดเสียวลึก ๆ ในข้อเข่า

เนื่องจากเป็นช่วงที่ข้อเข่าต้องรับแรงกดสูงที่สุด

  • ข้อฝืดตึง (Stiffness)

รู้สึกตึงข้อเข่าตอนเช้า หรือขยับเข่าได้ไม่สุด

เช่น เหยียดเข่าไม่ตรง หรือพับเข่าได้น้อยลงกว่าเดิม

  • มีเสียงกรอบแกรบในข้อ (Crepitus)

ได้ยินเสียงดังในข้อเข่าขณะเดินหรือขยับ

เกิดจากผิวกระดูกที่เริ่มขรุขระ เสียดสีกันขณะเคลื่อนไหว

  • เข่าบวมน้ำเป็น ๆ หาย ๆ (Effusion)

บางครั้งเข่าอาจบวมขึ้นเองหลังใช้งานหนัก

เกิดจากเยื่อบุข้ออักเสบและสร้างน้ำเลี้ยงข้อออกมามากกว่าปกติ


สรุป

ถ้าคุณมีอาการปวดเข่า ซ้ำที่เดิม ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน

อย่ารอให้ปวดมากจนเดินลำบากก่อนค่อยมาตรวจ

การประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลอความเสื่อมและวางแผนการรักษาได้ดีกว่าเสมอ


5️⃣ สูงอายุ หกล้มง่าย ทรงตัวไม่ดีเกิดจากข้อเข่าหรือกล้ามเนื้อกันแน่?


หลายคนเข้าใจว่า ผู้สูงอายุหกล้มเพราะ “ไม่มีแรง”

แต่ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ข้อเข่าเสื่อมสามารถทำให้ระบบการทรงตัวเสียไปได้โดยตรงและนี่คือเหตุผลว่าทำไม ผู้สูงอายุจำนวนมากถึงล้มง่ายขึ้น แม้ไม่ได้เดินเร็วหรือพื้นไม่ได้ลื่นเข่าเสื่อม เกี่ยวกับการทรงตัวมากกว่าที่คิด

หลายคนไม่รู้ว่า ข้อเข่าเป็นอวัยวะสำคัญของระบบการทรงตัว

เมื่อเข่าเริ่มเสื่อม กลไกหลายอย่างจะค่อย ๆ พังลงพร้อมกัน


กลไกที่ทำให้ล้มง่าย

  • ผิวข้อสึก → การรับรู้ตำแหน่งข้อ (Proprioception) ลดลง

สมองรับข้อมูลจากข้อเข่าได้ไม่แม่นเหมือนเดิม

  • กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง → พยุงตัวไม่ทัน

โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งเป็นตัวหลักในการประคองเข่า

  • ปวดเข่า → ร่างกายหลบแรงโดยไม่รู้ตัว → เสียสมดุล

ทำให้การก้าวเดินผิดจังหวะ


กลไกการทรงตัวที่เสียไปจากข้อเข่าเสื่อมภายในเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า มีตัวรับความรู้สึกที่เรียกว่า Proprioceptors

หน้าที่ของมันคือส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า

  • ตอนนี้เข่างอหรือเหยียด
  • พื้นเอียงแค่ไหน
  • ร่างกายอยู่ในตำแหน่งใด


เมื่อข้อเข่าเสื่อม ตัวรับสัญญาณเหล่านี้จะทำงานบกพร่อง

สมองจึงประเมินตำแหน่งขาผิดพลาด

สั่งการกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน ทำให้ สะดุดหรือเสียหลักได้ง่าย แม้พื้นจะเรียบก็ตาม


ภาวะกล้ามเนื้อลีบจากเข่าเสื่อม (Quadriceps Weakness)

เมื่อมีอาการปวดเข่า ร่างกายจะมีกลไกอัตโนมัติที่เรียกว่า

Arthrogenic Muscle Inhibition (AMI)

พูดง่าย ๆ คือ สมองจะ “ปิดสวิตช์” การทำงานของกล้ามเนื้อต้นขา

เพื่อลดการขยับและลดความเจ็บปวด

ผลที่ตามมาคือ

  • กล้ามเนื้อต้นขาลีบลงเร็วมาก
  • เข่าขาดแรงพยุง
  • เกิดอาการเข่า “ทรุด” หรือ Giving way ขณะเดิน

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม

คนที่มีข้อเข่าเสื่อมจึง ล้มบ่อย และเสี่ยงต่อ กระดูกสะโพกหัก ตามมา


สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

  • เดินแล้วรู้สึกว่า “ขาไม่มั่น”
  • สะดุดง่าย แม้เดินบนพื้นเรียบ
  • เริ่มกลัวการเดินเร็ว หรือการขึ้น-ลงบันได


สรุป

ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องปวดเข่า

แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ การหกล้ม กระดูกหัก

และการสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมาก


6️⃣ ขาโก่งทำให้เข่าเสื่อมจริงไหม? หรือเข่าเสื่อมแล้วถึงทำให้ขาโก่งกันแน่?

คำถามนี้เจอบ่อยมาก และคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในทางการแพทย์คือ

“เกิดได้ทั้งสองทาง” และมักจะพัฒนาเป็น วงจรของการทำลายข้อ (Vicious Cycle)

ถ้าไม่เข้าใจกลไกนี้ให้ชัด การรักษามักแก้ได้แค่ปลายเหตุครับ

ความจริงที่หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน

หลายคนคิดว่า

  • ขาโก่ง = เป็นเรื่องรูปร่าง
  • เข่าเสื่อม = เรื่องอายุ

แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างของขา และ สภาพของข้อเข่า ส่งผลต่อกันโดยตรง และสามารถเร่งกันให้แย่ลงได้


✅ กรณีที่ 1: ขาโก่งมาก่อน → เข่าเสื่อมตาม (Constitutional Varus)

กลุ่มนี้มักมี โครงสร้างขาโก่งตามธรรมชาติ ตั้งแต่หนุ่มสาว บางรายมีพันธุกรรมร่วมด้วย

กลไกที่เกิดขึ้น

  • แนวแรงกดของร่างกาย (Mechanical Axis) จะตกลงที่ ผิวข้อเข่าด้านใน ตลอดเวลา
  • ผิวข้อฝั่งนี้ต้องรับน้ำหนัก มากกว่าปกติประมาณ 2–3 เท่า

ผลลัพธ์

  • กระดูกอ่อนด้านในสึกเร็วกว่าปกติ
  • เริ่มมีอาการปวดเข่า และเกิดเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังไม่มาก

👉 ขาโก่งไม่ใช่แค่ “ดูไม่ตรง” แต่เป็น โครงสร้างที่เพิ่มแรงทำลายข้อโดยตรง


✅ กรณีที่ 2: เข่าเสื่อมนำมาก่อน → ขาโก่งตาม (Acquired Varus)

กลุ่มนี้เดิมที ขาตรงปกติ แต่เกิดเข่าเสื่อมจากอายุ การใช้งาน หรือการบาดเจ็บสะสม

กลไกที่เกิดขึ้น

  • กระดูกอ่อนผิวข้อด้านในค่อย ๆ บางและสึก
  • ช่องว่างข้อเข่าด้านในแคบลง
  • เข่าเริ่ม “ทรุด” และเอียงเข้าด้านใน

ผลลัพธ์

  • แนวขาเปลี่ยนจากตรง → โก่ง
  • น้ำหนักยิ่งไปลงด้านในมากขึ้นกว่าเดิม


วงจรอุบาทว์ของขาโก่ง–เข่าเสื่อม

ไม่ว่าจะเริ่มจากอะไรก่อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะเร่งกันเองแบบนี้:

ขาโก่ง → แรงกดผิดจุด → กระดูกอ่อนสึก → เข่าทรุด → ขาโก่งมากขึ้น → แรงกดเพิ่ม → สึกเร็วขึ้น

ยิ่งปล่อยไว้นาน วงจรนี้จะยิ่ง “เร่งตัวเอง” โดยที่คนไข้แทบไม่รู้ตัว


สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

  • เริ่มเห็นว่าขาโก่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ
  • รู้สึกว่าตัวเตี้ยลง กางเกงยาวขึ้น (จากเข่าทรุด)
  • ปวดเข่าด้านในมากกว่าด้านนอก
  • ปวดมากขึ้นเวลาเดินไกล หรือขึ้นลงบันได


สรุปแบบเข้าใจง่าย

✔️ ขาโก่งมาก่อน → เสี่ยงเข่าเสื่อมเร็ว

✔️ เข่าเสื่อมก่อน → แนวขาจะโก่งตามในระยะหลัง

✔️ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม

👉 เมื่อเริ่มมีขาโก่ง หรือเริ่มสังเกตว่าเข่า “ทรุด”

👉 หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุเชิงโครงสร้าง อาการมักทรุดลงเร็วและรุนแรงกว่าที่คิด


7️⃣ เข่าเสื่อมในผู้ชายขาโก่ง ต่างจากผู้หญิงอย่างไร?(มุมที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้)

หลายคนรู้ว่า ผู้หญิงเป็นเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย

แต่ในห้องตรวจ สิ่งที่แพทย์พบจริง ๆ คือ


👉 เข่าเสื่อมในผู้ชาย โดยเฉพาะคนที่ “ขาโก่ง” มักซับซ้อนกว่า และรักษายากกว่า


แม้จะเป็นโรคเดียวกัน แต่ พฤติกรรมของโรค และการตอบสนองต่อการรักษา “ไม่เหมือนกัน”


1. ความรุนแรงของโรค vs ความทนเจ็บ

นี่คือจุดที่ต่างชัดที่สุด

ผู้หญิง

  • มักมาพบแพทย์ตั้งแต่ยัง ปวดเข่าเป็นหลัก
  • แม้ภาพเอกซเรย์จะเสื่อมระดับกลาง (Grade 2–3)
  • ฮอร์โมนและการอักเสบมีผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกปวดเร็วกว่าระดับความเสียหายจริง

ผู้ชาย

  • มักมาพบแพทย์ช้ากว่า
  • ส่วนใหญ่มาตอนที่ข้อเข่า เสื่อมระยะสุดท้าย (Grade 4) หรือขาโก่งชัด เดินลำบากแล้ว
  • เพราะมีกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง ช่วยพยุงข้อไว้ได้นาน
  • และมัก “ทน” จนกว่าจะใช้งานไม่ได้จริง ๆ

2. โครงสร้างกระดูกและลักษณะข้อ (Bone & Joint Characteristics)

ผู้ชาย

  • มักเจอภาวะ ข้อฝืด–ติดแข็ง (Stiffness) มากกว่า
  • เข่ามักเหยียดไม่สุด งอได้น้อย
  • เนื่องจากกระดูกแข็งและใหญ่ เมื่อเกิดหินปูนงอก (Osteophyte) จะขวางการเคลื่อนไหวชัดเจน
  • เวลารักษาหรือผ่าตัด ต้องจัดการโครงสร้างกระดูกมากขึ้น

ผู้หญิง

  • มักมีภาวะ ข้อหลวม (Joint Laxity) ร่วมด้วย
  • แม้จะขาโก่งเหมือนกัน แต่เวลาเดินจะดูโยกเยก ไม่มั่นคง
  • กล้ามเนื้อฝ่อลีบได้ง่ายกว่า หากไม่ได้ฝึกอย่างต่อเนื่อง

3. การตอบสนองต่อการรักษา

แม้จะผ่าตัดแบบเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่าง

ผู้ชาย

  • ฟื้นกำลังกล้ามเนื้อได้เร็ว
  • แต่ต้องระวัง “ใช้งานหนักเกินไปเร็วเกินไป”
  • เพราะอาจทำให้อายุการใช้งานของข้อเทียมสั้นลงโดยไม่รู้ตัว

ผู้หญิง

  • ต้องเน้นเรื่อง
  • การเสริมกล้ามเนื้อ
  • การควบคุมน้ำหนัก
  • เพราะกล้ามเนื้อฝ่อเร็วกว่า และเป็นปัจจัยเร่งเข่าเสื่อมในระยะยาว


สรุปผลต่อแนวทางรักษา

ผู้ชายขาโก่ง

→ ต้องเน้น ควบคุมแรงใช้งาน + ปรับ biomechanic ของขาและเข่า

ผู้หญิงขาโก่ง

→ ต้องเน้น เสริมกล้ามเนื้อ + ลดปัจจัยเร่งเสื่อม


🩺 สรุป:

  • เข่าเสื่อมไม่ใช่โรคที่ใช้ “แผนเดียวรักษาทุกคน” ได้
  • ถ้าไม่เข้าใจความต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
  • ผลลัพธ์ของการรักษามักไม่ดีเท่าที่ควร แม้ใช้วิธีเดียวกันก็ตาม

เพราะสุดท้ายแล้ว

👉 การรักษาที่ดี ไม่ใช่แค่รักษา “เข่า”

แต่ต้องรักษาให้เหมาะกับ โครงสร้าง พฤติกรรม และการใช้งานของคนไข้แต่ละคน


8️⃣ ขาโก่ง เข่าโก่ง ปวดเข่า แต่ยังไม่เสื่อมมาก — ดูแลอย่างไรไม่ให้พังเร็ว?

ถ้าคุณเอกซเรย์แล้วพบว่า แนวขาโก่งจริงแต่ ผิวกระดูกอ่อนยังดีอยู่ หรือเสื่อมแค่ระยะแรก

ตรงนี้คือสิ่งที่แพทย์เรียกว่า 👉 “นาทีทอง”เพราะยังมีโอกาส ชะลอ และ ยืดอายุข้อเข่า ได้อีกนานมาก

หัวใจสำคัญคืออย่าปล่อยให้แรงกดผิดจุดทำลายข้อไปเรื่อย ๆ

1. ลดน้ำหนัก = กฎเหล็ก (สำคัญที่สุด)

ข้อนี้ไม่หวือหวา แต่ทรงพลังที่สุด


ลดน้ำหนักแค่ 5% ของน้ำหนักตัว

→ ลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 20–30%


สำหรับคน ขาโก่ง ยิ่งน้ำหนักมาก

→ แรงจะยิ่งไปกดซ้ำที่ผิวข้อด้านในแบบผิดจุด


พูดง่าย ๆ คือ

น้ำหนักลด = แรงทำลายข้อ ลดทันที

ไม่ต้องผอม แต่ต้อง “เบาลงพอให้เข่าได้หายใจ”


2. เลือกรองเท้า + แผ่นรองให้ถูก (Lateral Wedge Insole)

คนขาโก่ง (O-shape) มักมีแรงกดลงด้านในของเข่ามากเกินไป

แผ่นรองแบบ หนาด้านนอก → บางเข้าด้านใน

จะช่วยปรับมุมข้อเท้า

ทำให้แนวแรงที่เข่า ขยับเข้ากลางมากขึ้น

ผลคือ

👉 แรงกดที่ผิวข้อเข่าด้านในลดลง

👉 อาการปวดและการสึกช้าลง

⚠️ แนะนำให้ วัดองศาและปรับเฉพาะบุคคล

ไม่ใช่ซื้อแบบสุ่มใส่ เพราะองศาที่ผิด อาจทำให้ปวดมากกว่าเดิมได้

3. สร้างกล้ามเนื้อที่ “ค้ำเข่า” โดยตรง (VMO)

กล้ามเนื้อไม่ใช่แค่เรื่องความสวย

แต่คือ โช้คอัพของข้อเข่า

เน้นกล้ามเนื้อหน้าขา โดยเฉพาะ VMO (ด้านใน)

ช่วยพยุงข้อ ลดแรงที่ตกลงบนกระดูกอ่อนโดยตรง

กิจกรรมที่เหมาะที่สุดสำหรับคนขาโก่ง:

🚴‍♂️ ปั่นจักรยาน (ปรับเบาะให้สูงพอ ไม่งอเข่ามาก)

🏊‍♂️ ว่ายน้ำ

เพราะ

✔️ ไม่กระแทก

✔️ ใช้กล้ามเนื้อได้เต็ม

✔️ ไม่เร่งการสึกของข้อ

กล้ามเนื้อดี = ภาระข้อเข่าลดทันที

4. เลี่ยงท่าที่ “เร่งพังเข่า” แบบไม่รู้ตัว

ท่าที่ควรเลี่ยงให้มากที่สุด:

  • นั่งพับเพียบ
  • นั่งขัดสมาธิ
  • นั่งยอง ๆ
  • คุกเข่า


ท่าเหล่านี้จะ

เพิ่มแรงดันในข้อเข่า

ง้างข้อเข่าออก

ทำให้เอ็นด้านนอกหย่อน

→ ส่งผลให้ ขาโก่งมากขึ้นในระยะยาว


ถ้าจำเป็นต้องนั่ง

👉 เปลี่ยนท่าให้เข่าไม่บิด ไม่พับลึก


9️⃣ เข่าเสื่อมจนขาโก่ง รักษาอย่างไรได้บ้าง?

จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

คำตอบคือ 👉 ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป

การรักษาเข่าเสื่อมที่ทำให้ขาโก่ง ต้องพิจารณา 2 เรื่องหลักควบคู่กันคือ

“ระยะของโรค” และ “คุณภาพชีวิตที่คนไข้ต้องการ”

ไม่ใช่ดูจากภาพเอกซเรย์อย่างเดียวครั

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)

เหมาะกับคนกลุ่มนี้:

  • เข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น–ปานกลาง
  • ขาโก่งยังไม่มาก
  • หรืออายุมาก / มีโรคร่วมที่ผ่าตัดไม่เหมาะ


แนวทางที่ใช้บ่อย

● ยา

ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดปวดในช่วงอักเสบ

ยากลุ่มบำรุงกระดูกอ่อน เช่น Glucosamine, Diacerein

→ ช่วยได้ในบางราย โดยเน้นบรรเทาอาการ ไม่ได้แก้โครงสร้าง


● กายภาพบำบัด

  • ลดอาการปวด
  • เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว
  • ลดภาวะข้อฝืด ข้อติด


● การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid)

  • เพิ่มการหล่อลื่นของผิวข้อ
  • ลดแรงเสียดทาน
  • ช่วยให้เดินสบายขึ้น และชะลออาการในระยะหนึ่ง


● การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)

  • ใช้ในระยะเริ่มต้น
  • หวังกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกเคส

👉 จุดสำคัญคือ การรักษากลุ่มนี้ ช่วยประคองอาการ

แต่ไม่สามารถแก้ไขแนวขาที่โก่งแล้วได้


2. เมื่อไหร่ที่ “จำเป็น” ต้องผ่าตัด?

แพทย์จะเริ่มพิจารณาการผ่าตัดเมื่อเกิดสถานการณ์เหล่านี้:


ขาโก่งรุนแรง

→ ส่งผลต่อการเดิน การทรงตัว

→ เริ่มมีปัญหาที่ข้อเท้าหรือสะโพกตามมา


อาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรัง

→ ปวดจนเดินได้สั้นลง

→ ปวดกวนการนอน

→ ใช้ชีวิตประจำวันลำบาก


รักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น

→ ใช้ยา กายภาพ ฉีดยา มาแล้วประมาณ 3–6 เดือน

→ อาการยังแย่หรือทรุดลงต่อเนื่อง


คุณภาพชีวิตเสียชัดเจน

→ ออกไปใช้ชีวิต ทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมที่เคยทำไม่ได้


ประเด็นสำคัญที่คนไข้มักเข้าใจผิด

📌 การตัดสินใจผ่าตัด ไม่ได้ขึ้นกับภาพ X-ray เพียงอย่างเดียว

บางคนเอกซเรย์ดูเสื่อมมากแต่ยังเดินได้ ใช้ชีวิตได้ ไม่ปวดมาก → ยังไม่จำเป็นต้องผ่า

ขณะที่บางคนเอกซเรย์อาจไม่ได้ดูแย่ที่สุดแต่ปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้ → การผ่าตัดอาจเป็นคำตอบที่เหมาะกว่า

สรุป

  • เข่าเสื่อมจนขาโก่ง ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด
  • ระยะต้น–กลาง → เน้นประคองอาการและชะลอความเสื่อม
  • ระยะท้าย หรือคุณภาพชีวิตเสีย → การผ่าตัดช่วย “เปลี่ยนชีวิต” ได้จริง

🔟 ถ้าเข่าเสื่อมจนขาโก่ง และต้องการผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคนิคอะไรบ้าง?

หลายคนยังติดภาพว่า

“ผ่าเข่า = น่ากลัว เจ็บ ฟื้นตัวนาน”

แต่ความจริงคือ การผ่าตัดข้อเข่าในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก

ทั้งเรื่องความแม่นยำ แผลเล็ก การฟื้นตัว และอายุการใช้งาน


และที่สำคัญคือ 👉 ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าแบบเดียวกัน


แพทย์จะเลือกวิธีให้เหมาะกับ

  • อายุ
  • ระยะของโรค
  • ระดับความโก่ง
  • ไลฟ์สไตล์และการใช้งานจริงของคนไข้


โดยหลัก ๆ มี 3 ทางเลือกหลัก

1. การผ่าตัดจัดแนวกระดูกขา (HTO – High Tibial Osteotomy)

“เก็บเข่าเดิมไว้ ใช้การดัดกระดูกแก้”

เหมาะกับใคร

  • อายุยังน้อย (มัก < 60 ปี)
  • ผิวกระดูกอ่อนเสียแค่ ฝั่งเดียว (มักเป็นด้านใน)
  • ยังต้องการใช้งานหนัก เช่น เดินเยอะ เล่นกีฬา วิ่ง

หลักการผ่าตัด

  • ผ่าตัดกระดูกหน้าแข้งแล้ว ถ่าง/ดัดแนวกระดูก
  • ย้ายแนวรับน้ำหนัก
  • จากฝั่งที่เสื่อม → ไปยังฝั่งที่กระดูกอ่อนยังดี

ข้อดี

  • ได้ใช้เข่าธรรมชาติของตัวเอง
  • ไม่ต้องใส่ข้อเทียม
  • กลับไปใช้งานหนักได้มากกว่าวิธีเปลี่ยนข้อ

📌 จุดสำคัญ: ต้องคัดคนไข้ให้เหมาะ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลดีเท่ากัน


2. การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA – Unicompartmental Knee Arthroplasty)

“เปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสีย”

เหมาะกับใคร

  • เข่าเสื่อมเฉพาะ ด้านเดียว (มักด้านใน)
  • ด้านนอกและผิวลูกสะบ้ายังดี
  • เอ็นไขว้หน้า (ACL) ต้องปกติ
  • ขาโก่งไม่รุนแรงเกินไป

หลักการผ่าตัด

  • ใส่ผิวข้อเทียมเฉพาะฝั่งที่สึก
  • เก็บส่วนที่ดีของเข่าไว้ทั้งหมด

ข้อดีเด่น

  • แผลเล็ก
  • เจ็บน้อย
  • ฟื้นตัวไวมาก (หลายรายเดินได้ภายใน 24 ชม.)
  • ความรู้สึกใกล้เคียงเข่าธรรมชาติมากกว่าเปลี่ยนทั้งข้อ


อ่านรายละเอียดผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อบางส่วนที่นี่ คลิ๊ก


3. การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA – Total Knee Arthroplasty)

“เปลี่ยนใหม่ จบปัญหา”

เหมาะกับใคร

  • เข่าเสื่อมหลายห้อง (ด้านใน + ด้านนอก + ลูกสะบ้า)
  • ขาโก่งผิดรูปชัดเจน
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่คุณภาพชีวิตเสียมาก

หลักการผ่าตัด

  • ตัดผิวข้อที่เสียออกทั้งหมด
  • ปรับแกนขาให้ตรง
  • ใส่ผิวข้อเทียมทดแทน

เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาช่วย

🤖 หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted surgery)

🧭 คอมพิวเตอร์นำวิถี

ช่วยให้:

  • วางตำแหน่งข้อเทียมแม่นยำระดับมิลลิเมตร
  • รบกวนเนื้อเยื่อน้อย
  • แนวขาตรงขึ้น
  • อายุการใช้งานข้อเทียมยาวขึ้น (ประมาณ 15–20 ปี หรือมากกว่า)


อ่านรายละเอียดผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อ TKA ที่นี่ คลิ๊ก

อ่านรายละเอียดผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อด้วยหุ่นยนต์ (Robotic-Assisted TKA) ที่นี่ คลิ๊ก


สรุปส่งท้าย

  • ขาโก่งและเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดแยกกัน แต่เป็นวงจรที่เร่งกันเอง ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งพังเร็ว
  • เข่าเสื่อมในผู้ชายและผู้หญิงต่างกันมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องอายุ
  • โดยเฉพาะผู้ชาย แม้จะเริ่มช้ากว่า แต่เมื่อเริ่มเสื่อมแล้วมักทรุดเร็ว
  • ระยะก่อนเสื่อมคือ “ช่วงทอง” ของการป้องกัน ถ้าจับได้ตรงจุด ยังชะลอได้อีกมาก
  • ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด แต่ทุกคนควรถูกประเมินให้ตรงกับระยะโรคและการใช้ชีวิตจริง
  • ยิ่งคุณเข้าใจ กลไกของโรค มากเท่าไร
  • คุณยิ่งมีโอกาส ปกป้องข้อเข่าให้อยู่กับคุณได้นานขึ้น เท่านั้น

ทางออกที่เหมาะกับแต่ละระยะ

🔹 ระยะเริ่มต้น

  • ปรับพฤติกรรมการใช้งาน
  • ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม
  • บริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps Exercise)

เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สนับเข่าธรรมชาติ” ให้ข้อเข่ามั่นคงขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

🔹 ระยะขาโก่งชัดเจน / เริ่มกระทบชีวิตประจำวัน

ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อ

  • ประเมินมุมโก่งอย่างแม่นยำ
  • พิจารณาการตัดรองเท้าดัดแก้เฉพาะบุคคล

หรือเลือกแนวทางผ่าตัดที่เหมาะสม

  • ปรับแนวกระดูก (Osteotomy) ในคนอายุน้อยที่ยังต้องการใช้งานเข่าหนัก
  • เปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม (Arthroplasty) ในระยะท้าย เพื่อคืนการเดินที่มั่นคงและคุณภาพชีวิต

🩺 คำแนะนำ

หากเริ่มมีอาการปวดเข่า หรือสังเกตว่าขาโก่งมากขึ้นอย่าวินิจฉัยเอง

การประเมินตั้งแต่ระยะต้น ช่วยให้วางแผนรักษาได้ตรงจุด และหลีกเลี่ยงการรักษาที่หนักเกินจำเป็น

“เดินได้ไกล ไปได้ทั่วคือความสุขที่แท้จริงของวัยเกษียณ”




ผลการรักษา

ติดต่อเรา

โรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา

แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ ชั้น9 พบ นพ.ธารพงษ์

เบอร์โทร

02-006-9999

ที่อยู่

37/29 หมู่ที่ 3 ถ. ลำลูกกา ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130 ไทย

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 20:00 น.
อังคาร 08:00 - 17:00 น.
พฤหัส 08:00 - 20:00 น.
ศุกร์ 08:00 - 20:00 น.
เสาร์ 09:00 - 18:00 น.