เวลาพูดถึง โรคข้อเข่าเสื่อม หลายคนมักนึกถึงผู้สูงอายุ หรือผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน
แต่ในความเป็นจริง จากประสบการณ์ในคลินิก ผมพบว่า
👉 ผู้ชายจำนวนไม่น้อยมีภาวะข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังไม่มาก
และหลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว
หนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ
**“ขาโก่ง”**ซึ่งเป็นปัจจัยที่เร่งให้ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ว่า
ทำไมขาโก่งจึงเป็นภาวะที่อันตรายต่อข้อเข่า
และเหตุใดจึงไม่ควรมองข้ามปัญหานี้
1️⃣ ขาโก่งคืออะไร? ขาโก่งแบบไหนถึงเสี่ยง “เข่าเสื่อม” มากที่สุด (O-shape vs X-shape)
ในทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ แนวแกนขาของมนุษย์ หรือ Mechanical Axis มีความสำคัญอย่างมากต่อการรับน้ำหนักของข้อเข่า
หากแนวกระดูกของขาผิดรูป แรงกดจากน้ำหนักตัวจะไม่กระจายอย่างสมดุล แต่ไปกระจุกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการสึกหรอของผิวข้อเร็วกว่าปกติ
✅ ขาโก่งแบบ O-shape (เข่าโก่งออกเป็นตัว O)
ขาโก่งลักษณะนี้เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด และมีความสัมพันธ์กับโรคข้อเข่าเสื่อมโดยตรง
- ลักษณะ: เมื่อยืนให้ข้อเท้าชิดกัน จะพบว่าข้อเข่าทั้งสองข้างแยกออกจากกัน ลักษณะคล้ายวงเล็บเปิด-ปิด ( )
- ความเสี่ยงเข่าเสื่อม: สูงที่สุด
- ในผู้ที่มีขาโก่งแบบ O-shape น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะถูกถ่ายลงไปที่ ผิวข้อเข่าด้านใน (Medial Compartment) แทนที่จะกระจายทั่วผิวข้อ ส่งผลให้กระดูกอ่อนด้านในสึกหรออย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดกระดูกงอกและทำให้เข่าทรุดตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
✅ ขาฉิ่ง หรือ ขาเป็ดแบบ X-shape (เข่าหุบเข้าด้านใน)
- ลักษณะ: เมื่อยืนให้หัวเข่าชิดกัน แต่ข้อเท้าจะแยกออกจากกัน
- ความเสี่ยงเข่าเสื่อม: พบได้น้อยกว่าในบริบทของข้อเข่าเสื่อมทั่วไป
- โดยมักทำให้เกิดการสึกหรอที่ ผิวข้อเข่าด้านนอก (Lateral Compartment) และพบความสัมพันธ์กับภาวะลูกสะบ้าเคลื่อนหรือหลุดง่าย (Patellar Instability) มากกว่า
- กลุ่มที่พบบ่อย: มักพบในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความยืดหยุ่นของข้อสูง
ทำไมขาโก่งถึงเร่งให้เข่าเสื่อม?
เมื่อแนวข้อเข่าผิดรูปจากภาวะขาโก่ง แรงกดที่ควรถูกกระจายอย่างสมดุลจะเปลี่ยนไปทันที
➤ แนวข้อผิด → แรงกดไม่สมดุล
น้ำหนักตัวจะถูกถ่ายไปยังผิวข้อบางตำแหน่งมากกว่าปกติ
➤ กระดูกอ่อนบางจุดรับแรงซ้ำ ๆ → สึกหรอเร็ว
โดยเฉพาะผิวข้อที่รับแรงซ้ำทุกก้าวที่เดิน ทำให้เกิดการสึกเร็วกว่าที่ควรเป็นตามอายุ
➤ ร่างกายชดเชยด้วยท่าทางที่ผิด → ปวดจุดอื่นตามมา
เมื่อเข่าทำงานผิดแนว ร่างกายจะปรับท่าทางโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดสะโพก หลัง หรือแม้แต่เท้าในระยะยาว
สรุป
ขาโก่งไม่จำเป็นต้องทำให้ปวดเข่าทันที
แต่เป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นแบบเงียบ ๆ โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนกระทั่งเริ่มมีอาการชัดเจน
หากคุณมีขาโก่งแบบ O-shape ยิ่งโก่งมาก องศาการรับน้ำหนักของข้อเข่ายิ่งผิดเพี้ยน
เปรียบเหมือนล้อรถที่ศูนย์ถ่วงไม่ตรง ยางฝั่งเดียวจะสึกก่อนและสึกหนักที่สุด
ในกรณีของข้อเข่า นั่นคือกระดูกอ่อนค่อย ๆ พังทลาย จนในที่สุดเกิดภาวะกระดูกชนกระดูก และกลายเป็นข้อเข่าเสื่อมในที่สุด
2️⃣ ผู้ชายก็เข่าเสื่อมได้ทำไมผู้ชายถึงเริ่มปวดเข่า ขาโก่ง ทั้งที่ยังไม่แก่
แม้ในเชิงสถิติ โรคข้อเข่าเสื่อมจะพบในผู้หญิงมากกว่า
แต่ในทางปฏิบัติทางคลินิก ผมพบว่า ผู้ป่วยชายจำนวนมากมักมาพบแพทย์ในระยะที่ข้อเข่าเสื่อมค่อนข้างรุนแรงแล้วเหตุผลสำคัญคือ ผู้ชายมักเป็นกลุ่มที่ใช้เข่าหนัก และใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนข้อเข่าค่อย ๆ พังลงโดยไม่รู้ตัว
1. ภาระงานและแรงกระแทกต่อข้อเข่า
ผู้ชายจำนวนมากทำงานที่ต้องใช้แรงกาย ยกของหนัก หรือเดินยืนนาน
ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าอย่างมากในชีวิตประจำวัน
เมื่อข้อเข่าต้องรับแรงลักษณะนี้ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
ผิวกระดูกอ่อนจะเกิดการบาดเจ็บระดับเล็ก ๆ สะสม และค่อย ๆ เสื่อมลงในที่สุด
2. ประวัติการบาดเจ็บจากการกีฬา (Post-Traumatic OA)
ผู้ชายจำนวนไม่น้อยมีประวัติเล่นกีฬาที่มีแรงปะทะหรือการบิดหมุนเข่าสูง
เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือการวิ่งลงส้น กระโดดบ่อย ๆ
การบาดเจ็บที่พบบ่อยคือ
- หมอนรองกระดูกเข่า (Meniscus)
- เอ็นไขว้หน้า (ACL)
เมื่อหมอนรองกระดูกฉีกขาด แม้จะเคยผ่าตัดรักษาแล้ว
กลไกการรองรับแรงกระแทกของข้อเข่าจะไม่เหมือนเดิม
ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมตามมาได้ภายใน 10–15 ปี
ในผู้ป่วยบางราย เมื่อหมอนรองกระดูกด้านในสึกหรอมากขึ้น
เข่าจะเริ่มทรุดและเอน ทำให้ ขาโก่งชัดขึ้นตามเวลา
3. การนั่งและยืนผิดท่าเรื้อรัง
พฤติกรรมที่พบได้บ่อย เช่น
- การนั่งขัดสมาธิ
- การนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน
ท่าทางเหล่านี้เพิ่มแรงดันภายในข้อเข่าอย่างมาก
และทำให้เอ็นบางส่วนยืดตัวผิดสมดุล
ยิ่งในผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อตึงตัวสูง จะยิ่งส่งเสริมให้ภาวะขาโก่งชัดขึ้นในระยะยาว
สัญญาณเตือนที่ผู้ชายมักมองข้าม
- ปวดเข่าหลังเล่นกีฬา และไม่หายสนิทสักที
- เข่าฝืดตอนตื่นนอน แต่ดีขึ้นเมื่อเริ่มเดิน
- รู้สึกว่าเข่า “ไม่มั่นคง” เวลาเปลี่ยนทิศทางหรือหมุนตัว
สรุป
ผู้ชายมักไม่ปวดมากในระยะแรก
แต่เมื่อเริ่มปวดจริง ๆ มักเป็นช่วงที่ ผิวข้อเริ่มสึกไปแล้วพอสมควร
3️⃣ ผู้หญิงขาโก่ง เสี่ยงเข่าเสื่อมมากกว่าที่คิด
ฮอร์โมน น้ำหนัก และพฤติกรรมที่เร่งให้ข้อเข่าพัง
หลายคนอาจสังเกตว่า เวลาเห็นคุณป้า คุณยายเดิน มักจะเดินขาโก่ง โยกเยก มากกว่าผู้ชาย
คำถามคือ ทำไมผู้หญิงถึงเป็นแบบนี้บ่อยกว่า
คำตอบอยู่ที่ทั้ง โครงสร้างร่างกาย ฮอร์โมน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
1. โครงสร้างเชิงกรานที่กว้างกว่าโดยธรรมชาติโดยธรรมชาติ
โดยธรรมชาติ ผู้หญิงมีเชิงกรานกว้างกว่าผู้ชาย เพื่อรองรับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร สิ่งนี้ทำให้มุมของกระดูกต้นขาที่ทำกับหน้าแข้ง หรือที่เรียกว่า Q-angle มีองศามากกว่า
ผลที่ตามมาคือ
แรงกดจากน้ำหนักตัวจะถูกถ่ายลงข้อเข่าในมุมที่ เปราะบางกว่าผู้ชาย
เมื่ออายุมากขึ้น หากกล้ามเนื้อต้นขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) อ่อนแรงแนวเข่าจะเริ่มควบคุมได้ไม่ดี ทำให้เข่าค่อย ๆ ทรุด และเปลี่ยนรูปเป็น ขาโก่ง ในระยะยาว
2. วิกฤตวัยหมดประจำเดือน
ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของการสร้างและซ่อมแซมเซลล์กระดูกอ่อน
เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนจะลดลงอย่างรวดเร็ว
ผลคือ
- กระดูกอ่อนซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง
- ผิวข้อเปราะบางขึ้น
- ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่ได้ใช้งานหนักมาก
3. น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
ผู้หญิงมีแนวโน้มสะสมไขมันได้ง่าย โดยเฉพาะหลังวัยกลางคน
ทุก ๆ น้ำหนักตัวที่เกินมา 1 กิโลกรัม
จะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าประมาณ 4 กิโลกรัมในทุกก้าวที่เดิน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
👉 การลดน้ำหนักจึงถือเป็น “ยาลดปวดเข่า” ที่ดีที่สุด และตรงจุดที่สุด สำหรับผู้หญิงหลายคน
พฤติกรรมที่พบได้บ่อย และส่งผลต่อข้อเข่า
- ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
- นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิเป็นประจำ
- ยืนลงน้ำหนักขาข้างเดียวจนเคยตัว
พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเพิ่มแรงกดและทำให้แนวข้อเข่าผิดสมดุลมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สรุป
ผู้หญิงที่มี ขาโก่ง ร่วมกับน้ำหนักตัวเพิ่ม และกล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง
คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมเร็วที่สุด
และมักเริ่มมีอาการชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น
4️⃣ ปวดเข่าเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือยืนนาน ๆ นี่ใช่สัญญาณเข่าเสื่อมหรือยัง?
อาการปวดเข่าไม่ได้หมายความว่าจะเป็นข้อเข่าเสื่อมทุกคน
ในทางการแพทย์ เราแยกลักษณะอาการปวดออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อช่วยประเมินสาเหตุได้ชัดเจนขึ้น
✅ อาการปวดแบบกล้ามเนื้อหรือเอ็นอักเสบ (มักเป็นชั่วคราว และหายได้)
- ปวดหลังใช้งานหนัก แต่พักแล้วดีขึ้นภายในเวลาสั้น ๆ
- มักไม่ค่อยมีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า
- อาการไม่ค่อยเป็นซ้ำจุดเดิมติดต่อกันนาน
⚠️ สัญญาณเตือน “เข่าเสื่อม” ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
- ปวดแรกเริ่ม (Start-up pain)
เป็นอาการคลาสสิกของข้อเข่าเสื่อม คือจะรู้สึกปวดตึงมากในช่วงก้าวแรกหลังนั่งหรือพักนาน ๆ
แต่เมื่อเดินไปสักพัก อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น เหมือนเครื่องเริ่มร้อนแล้วใช้งานได้
- ปวดเวลาเดินขึ้น-ลงบันได
โดยเฉพาะขณะ ลงบันได จะรู้สึกปวดเสียวลึก ๆ ในข้อเข่า
เนื่องจากเป็นช่วงที่ข้อเข่าต้องรับแรงกดสูงที่สุด
- ข้อฝืดตึง (Stiffness)
รู้สึกตึงข้อเข่าตอนเช้า หรือขยับเข่าได้ไม่สุด
เช่น เหยียดเข่าไม่ตรง หรือพับเข่าได้น้อยลงกว่าเดิม
- มีเสียงกรอบแกรบในข้อ (Crepitus)
ได้ยินเสียงดังในข้อเข่าขณะเดินหรือขยับ
เกิดจากผิวกระดูกที่เริ่มขรุขระ เสียดสีกันขณะเคลื่อนไหว
- เข่าบวมน้ำเป็น ๆ หาย ๆ (Effusion)
บางครั้งเข่าอาจบวมขึ้นเองหลังใช้งานหนัก
เกิดจากเยื่อบุข้ออักเสบและสร้างน้ำเลี้ยงข้อออกมามากกว่าปกติ
สรุป
ถ้าคุณมีอาการปวดเข่า ซ้ำที่เดิม ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน
อย่ารอให้ปวดมากจนเดินลำบากก่อนค่อยมาตรวจ
การประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลอความเสื่อมและวางแผนการรักษาได้ดีกว่าเสมอ
5️⃣ สูงอายุ หกล้มง่าย ทรงตัวไม่ดีเกิดจากข้อเข่าหรือกล้ามเนื้อกันแน่?
หลายคนเข้าใจว่า ผู้สูงอายุหกล้มเพราะ “ไม่มีแรง”
แต่ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ข้อเข่าเสื่อมสามารถทำให้ระบบการทรงตัวเสียไปได้โดยตรงและนี่คือเหตุผลว่าทำไม ผู้สูงอายุจำนวนมากถึงล้มง่ายขึ้น แม้ไม่ได้เดินเร็วหรือพื้นไม่ได้ลื่นเข่าเสื่อม เกี่ยวกับการทรงตัวมากกว่าที่คิด
หลายคนไม่รู้ว่า ข้อเข่าเป็นอวัยวะสำคัญของระบบการทรงตัว
เมื่อเข่าเริ่มเสื่อม กลไกหลายอย่างจะค่อย ๆ พังลงพร้อมกัน
กลไกที่ทำให้ล้มง่าย
- ผิวข้อสึก → การรับรู้ตำแหน่งข้อ (Proprioception) ลดลง
สมองรับข้อมูลจากข้อเข่าได้ไม่แม่นเหมือนเดิม
- กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง → พยุงตัวไม่ทัน
โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งเป็นตัวหลักในการประคองเข่า
- ปวดเข่า → ร่างกายหลบแรงโดยไม่รู้ตัว → เสียสมดุล
ทำให้การก้าวเดินผิดจังหวะ
กลไกการทรงตัวที่เสียไปจากข้อเข่าเสื่อมภายในเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า มีตัวรับความรู้สึกที่เรียกว่า Proprioceptors
หน้าที่ของมันคือส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า
- ตอนนี้เข่างอหรือเหยียด
- พื้นเอียงแค่ไหน
- ร่างกายอยู่ในตำแหน่งใด
เมื่อข้อเข่าเสื่อม ตัวรับสัญญาณเหล่านี้จะทำงานบกพร่อง
สมองจึงประเมินตำแหน่งขาผิดพลาด
สั่งการกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน ทำให้ สะดุดหรือเสียหลักได้ง่าย แม้พื้นจะเรียบก็ตาม
ภาวะกล้ามเนื้อลีบจากเข่าเสื่อม (Quadriceps Weakness)
เมื่อมีอาการปวดเข่า ร่างกายจะมีกลไกอัตโนมัติที่เรียกว่า
Arthrogenic Muscle Inhibition (AMI)
พูดง่าย ๆ คือ สมองจะ “ปิดสวิตช์” การทำงานของกล้ามเนื้อต้นขา
เพื่อลดการขยับและลดความเจ็บปวด
ผลที่ตามมาคือ
- กล้ามเนื้อต้นขาลีบลงเร็วมาก
- เข่าขาดแรงพยุง
- เกิดอาการเข่า “ทรุด” หรือ Giving way ขณะเดิน
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม
คนที่มีข้อเข่าเสื่อมจึง ล้มบ่อย และเสี่ยงต่อ กระดูกสะโพกหัก ตามมา
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
- เดินแล้วรู้สึกว่า “ขาไม่มั่น”
- สะดุดง่าย แม้เดินบนพื้นเรียบ
- เริ่มกลัวการเดินเร็ว หรือการขึ้น-ลงบันได
สรุป
ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องปวดเข่า
แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ การหกล้ม กระดูกหัก
และการสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมาก
6️⃣ ขาโก่งทำให้เข่าเสื่อมจริงไหม? หรือเข่าเสื่อมแล้วถึงทำให้ขาโก่งกันแน่?
คำถามนี้เจอบ่อยมาก และคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในทางการแพทย์คือ
“เกิดได้ทั้งสองทาง” และมักจะพัฒนาเป็น วงจรของการทำลายข้อ (Vicious Cycle)
ถ้าไม่เข้าใจกลไกนี้ให้ชัด การรักษามักแก้ได้แค่ปลายเหตุครับ
ความจริงที่หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน
หลายคนคิดว่า
- ขาโก่ง = เป็นเรื่องรูปร่าง
- เข่าเสื่อม = เรื่องอายุ
แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างของขา และ สภาพของข้อเข่า ส่งผลต่อกันโดยตรง และสามารถเร่งกันให้แย่ลงได้
✅ กรณีที่ 1: ขาโก่งมาก่อน → เข่าเสื่อมตาม (Constitutional Varus)
กลุ่มนี้มักมี โครงสร้างขาโก่งตามธรรมชาติ ตั้งแต่หนุ่มสาว บางรายมีพันธุกรรมร่วมด้วย
กลไกที่เกิดขึ้น
- แนวแรงกดของร่างกาย (Mechanical Axis) จะตกลงที่ ผิวข้อเข่าด้านใน ตลอดเวลา
- ผิวข้อฝั่งนี้ต้องรับน้ำหนัก มากกว่าปกติประมาณ 2–3 เท่า
ผลลัพธ์
- กระดูกอ่อนด้านในสึกเร็วกว่าปกติ
- เริ่มมีอาการปวดเข่า และเกิดเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังไม่มาก
👉 ขาโก่งไม่ใช่แค่ “ดูไม่ตรง” แต่เป็น โครงสร้างที่เพิ่มแรงทำลายข้อโดยตรง
✅ กรณีที่ 2: เข่าเสื่อมนำมาก่อน → ขาโก่งตาม (Acquired Varus)
กลุ่มนี้เดิมที ขาตรงปกติ แต่เกิดเข่าเสื่อมจากอายุ การใช้งาน หรือการบาดเจ็บสะสม
กลไกที่เกิดขึ้น
- กระดูกอ่อนผิวข้อด้านในค่อย ๆ บางและสึก
- ช่องว่างข้อเข่าด้านในแคบลง
- เข่าเริ่ม “ทรุด” และเอียงเข้าด้านใน
ผลลัพธ์
- แนวขาเปลี่ยนจากตรง → โก่ง
- น้ำหนักยิ่งไปลงด้านในมากขึ้นกว่าเดิม
วงจรอุบาทว์ของขาโก่ง–เข่าเสื่อม
ไม่ว่าจะเริ่มจากอะไรก่อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะเร่งกันเองแบบนี้:
ขาโก่ง → แรงกดผิดจุด → กระดูกอ่อนสึก → เข่าทรุด → ขาโก่งมากขึ้น → แรงกดเพิ่ม → สึกเร็วขึ้น
ยิ่งปล่อยไว้นาน วงจรนี้จะยิ่ง “เร่งตัวเอง” โดยที่คนไข้แทบไม่รู้ตัว
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
- เริ่มเห็นว่าขาโก่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ
- รู้สึกว่าตัวเตี้ยลง กางเกงยาวขึ้น (จากเข่าทรุด)
- ปวดเข่าด้านในมากกว่าด้านนอก
- ปวดมากขึ้นเวลาเดินไกล หรือขึ้นลงบันได
สรุปแบบเข้าใจง่าย
✔️ ขาโก่งมาก่อน → เสี่ยงเข่าเสื่อมเร็ว
✔️ เข่าเสื่อมก่อน → แนวขาจะโก่งตามในระยะหลัง
✔️ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
👉 เมื่อเริ่มมีขาโก่ง หรือเริ่มสังเกตว่าเข่า “ทรุด”
👉 หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุเชิงโครงสร้าง อาการมักทรุดลงเร็วและรุนแรงกว่าที่คิด
7️⃣ เข่าเสื่อมในผู้ชายขาโก่ง ต่างจากผู้หญิงอย่างไร?(มุมที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้)
หลายคนรู้ว่า ผู้หญิงเป็นเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย
แต่ในห้องตรวจ สิ่งที่แพทย์พบจริง ๆ คือ
👉 เข่าเสื่อมในผู้ชาย โดยเฉพาะคนที่ “ขาโก่ง” มักซับซ้อนกว่า และรักษายากกว่า
แม้จะเป็นโรคเดียวกัน แต่ พฤติกรรมของโรค และการตอบสนองต่อการรักษา “ไม่เหมือนกัน”
1. ความรุนแรงของโรค vs ความทนเจ็บ
นี่คือจุดที่ต่างชัดที่สุด
ผู้หญิง
- มักมาพบแพทย์ตั้งแต่ยัง ปวดเข่าเป็นหลัก
- แม้ภาพเอกซเรย์จะเสื่อมระดับกลาง (Grade 2–3)
- ฮอร์โมนและการอักเสบมีผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกปวดเร็วกว่าระดับความเสียหายจริง
ผู้ชาย
- มักมาพบแพทย์ช้ากว่า
- ส่วนใหญ่มาตอนที่ข้อเข่า เสื่อมระยะสุดท้าย (Grade 4) หรือขาโก่งชัด เดินลำบากแล้ว
- เพราะมีกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง ช่วยพยุงข้อไว้ได้นาน
- และมัก “ทน” จนกว่าจะใช้งานไม่ได้จริง ๆ
2. โครงสร้างกระดูกและลักษณะข้อ (Bone & Joint Characteristics)
ผู้ชาย
- มักเจอภาวะ ข้อฝืด–ติดแข็ง (Stiffness) มากกว่า
- เข่ามักเหยียดไม่สุด งอได้น้อย
- เนื่องจากกระดูกแข็งและใหญ่ เมื่อเกิดหินปูนงอก (Osteophyte) จะขวางการเคลื่อนไหวชัดเจน
- เวลารักษาหรือผ่าตัด ต้องจัดการโครงสร้างกระดูกมากขึ้น
ผู้หญิง
- มักมีภาวะ ข้อหลวม (Joint Laxity) ร่วมด้วย
- แม้จะขาโก่งเหมือนกัน แต่เวลาเดินจะดูโยกเยก ไม่มั่นคง
- กล้ามเนื้อฝ่อลีบได้ง่ายกว่า หากไม่ได้ฝึกอย่างต่อเนื่อง
3. การตอบสนองต่อการรักษา
แม้จะผ่าตัดแบบเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่าง
ผู้ชาย
- ฟื้นกำลังกล้ามเนื้อได้เร็ว
- แต่ต้องระวัง “ใช้งานหนักเกินไปเร็วเกินไป”
- เพราะอาจทำให้อายุการใช้งานของข้อเทียมสั้นลงโดยไม่รู้ตัว
ผู้หญิง
- ต้องเน้นเรื่อง
- การเสริมกล้ามเนื้อ
- การควบคุมน้ำหนัก
- เพราะกล้ามเนื้อฝ่อเร็วกว่า และเป็นปัจจัยเร่งเข่าเสื่อมในระยะยาว
สรุปผลต่อแนวทางรักษา
ผู้ชายขาโก่ง
→ ต้องเน้น ควบคุมแรงใช้งาน + ปรับ biomechanic ของขาและเข่า
ผู้หญิงขาโก่ง
→ ต้องเน้น เสริมกล้ามเนื้อ + ลดปัจจัยเร่งเสื่อม
🩺 สรุป:
- เข่าเสื่อมไม่ใช่โรคที่ใช้ “แผนเดียวรักษาทุกคน” ได้
- ถ้าไม่เข้าใจความต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
- ผลลัพธ์ของการรักษามักไม่ดีเท่าที่ควร แม้ใช้วิธีเดียวกันก็ตาม
เพราะสุดท้ายแล้ว
👉 การรักษาที่ดี ไม่ใช่แค่รักษา “เข่า”
แต่ต้องรักษาให้เหมาะกับ โครงสร้าง พฤติกรรม และการใช้งานของคนไข้แต่ละคน
8️⃣ ขาโก่ง เข่าโก่ง ปวดเข่า แต่ยังไม่เสื่อมมาก — ดูแลอย่างไรไม่ให้พังเร็ว?
ถ้าคุณเอกซเรย์แล้วพบว่า แนวขาโก่งจริงแต่ ผิวกระดูกอ่อนยังดีอยู่ หรือเสื่อมแค่ระยะแรก
ตรงนี้คือสิ่งที่แพทย์เรียกว่า 👉 “นาทีทอง”เพราะยังมีโอกาส ชะลอ และ ยืดอายุข้อเข่า ได้อีกนานมาก
หัวใจสำคัญคืออย่าปล่อยให้แรงกดผิดจุดทำลายข้อไปเรื่อย ๆ
1. ลดน้ำหนัก = กฎเหล็ก (สำคัญที่สุด)
ข้อนี้ไม่หวือหวา แต่ทรงพลังที่สุด
ลดน้ำหนักแค่ 5% ของน้ำหนักตัว
→ ลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 20–30%
สำหรับคน ขาโก่ง ยิ่งน้ำหนักมาก
→ แรงจะยิ่งไปกดซ้ำที่ผิวข้อด้านในแบบผิดจุด
พูดง่าย ๆ คือ
น้ำหนักลด = แรงทำลายข้อ ลดทันที
ไม่ต้องผอม แต่ต้อง “เบาลงพอให้เข่าได้หายใจ”
2. เลือกรองเท้า + แผ่นรองให้ถูก (Lateral Wedge Insole)
คนขาโก่ง (O-shape) มักมีแรงกดลงด้านในของเข่ามากเกินไป
แผ่นรองแบบ หนาด้านนอก → บางเข้าด้านใน
จะช่วยปรับมุมข้อเท้า
ทำให้แนวแรงที่เข่า ขยับเข้ากลางมากขึ้น
ผลคือ
👉 แรงกดที่ผิวข้อเข่าด้านในลดลง
👉 อาการปวดและการสึกช้าลง
⚠️ แนะนำให้ วัดองศาและปรับเฉพาะบุคคล
ไม่ใช่ซื้อแบบสุ่มใส่ เพราะองศาที่ผิด อาจทำให้ปวดมากกว่าเดิมได้
3. สร้างกล้ามเนื้อที่ “ค้ำเข่า” โดยตรง (VMO)
กล้ามเนื้อไม่ใช่แค่เรื่องความสวย
แต่คือ โช้คอัพของข้อเข่า
เน้นกล้ามเนื้อหน้าขา โดยเฉพาะ VMO (ด้านใน)
ช่วยพยุงข้อ ลดแรงที่ตกลงบนกระดูกอ่อนโดยตรง
กิจกรรมที่เหมาะที่สุดสำหรับคนขาโก่ง:
🚴♂️ ปั่นจักรยาน (ปรับเบาะให้สูงพอ ไม่งอเข่ามาก)
🏊♂️ ว่ายน้ำ
เพราะ
✔️ ไม่กระแทก
✔️ ใช้กล้ามเนื้อได้เต็ม
✔️ ไม่เร่งการสึกของข้อ
กล้ามเนื้อดี = ภาระข้อเข่าลดทันที
4. เลี่ยงท่าที่ “เร่งพังเข่า” แบบไม่รู้ตัว
ท่าที่ควรเลี่ยงให้มากที่สุด:
- นั่งพับเพียบ
- นั่งขัดสมาธิ
- นั่งยอง ๆ
- คุกเข่า
ท่าเหล่านี้จะ
เพิ่มแรงดันในข้อเข่า
ง้างข้อเข่าออก
ทำให้เอ็นด้านนอกหย่อน
→ ส่งผลให้ ขาโก่งมากขึ้นในระยะยาว
ถ้าจำเป็นต้องนั่ง
👉 เปลี่ยนท่าให้เข่าไม่บิด ไม่พับลึก
9️⃣ เข่าเสื่อมจนขาโก่ง รักษาอย่างไรได้บ้าง?
จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนไหม?
คำตอบคือ 👉 ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป
การรักษาเข่าเสื่อมที่ทำให้ขาโก่ง ต้องพิจารณา 2 เรื่องหลักควบคู่กันคือ
“ระยะของโรค” และ “คุณภาพชีวิตที่คนไข้ต้องการ”
ไม่ใช่ดูจากภาพเอกซเรย์อย่างเดียวครั
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)
เหมาะกับคนกลุ่มนี้:
- เข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น–ปานกลาง
- ขาโก่งยังไม่มาก
- หรืออายุมาก / มีโรคร่วมที่ผ่าตัดไม่เหมาะ
แนวทางที่ใช้บ่อย
● ยา
ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดปวดในช่วงอักเสบ
ยากลุ่มบำรุงกระดูกอ่อน เช่น Glucosamine, Diacerein
→ ช่วยได้ในบางราย โดยเน้นบรรเทาอาการ ไม่ได้แก้โครงสร้าง
● กายภาพบำบัด
- ลดอาการปวด
- เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว
- ลดภาวะข้อฝืด ข้อติด
● การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid)
- เพิ่มการหล่อลื่นของผิวข้อ
- ลดแรงเสียดทาน
- ช่วยให้เดินสบายขึ้น และชะลออาการในระยะหนึ่ง
● การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)
- ใช้ในระยะเริ่มต้น
- หวังกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกเคส
👉 จุดสำคัญคือ การรักษากลุ่มนี้ ช่วยประคองอาการ
แต่ไม่สามารถแก้ไขแนวขาที่โก่งแล้วได้
2. เมื่อไหร่ที่ “จำเป็น” ต้องผ่าตัด?
แพทย์จะเริ่มพิจารณาการผ่าตัดเมื่อเกิดสถานการณ์เหล่านี้:
ขาโก่งรุนแรง
→ ส่งผลต่อการเดิน การทรงตัว
→ เริ่มมีปัญหาที่ข้อเท้าหรือสะโพกตามมา
อาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรัง
→ ปวดจนเดินได้สั้นลง
→ ปวดกวนการนอน
→ ใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
รักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น
→ ใช้ยา กายภาพ ฉีดยา มาแล้วประมาณ 3–6 เดือน
→ อาการยังแย่หรือทรุดลงต่อเนื่อง
คุณภาพชีวิตเสียชัดเจน
→ ออกไปใช้ชีวิต ทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมที่เคยทำไม่ได้
ประเด็นสำคัญที่คนไข้มักเข้าใจผิด
📌 การตัดสินใจผ่าตัด ไม่ได้ขึ้นกับภาพ X-ray เพียงอย่างเดียว
บางคนเอกซเรย์ดูเสื่อมมากแต่ยังเดินได้ ใช้ชีวิตได้ ไม่ปวดมาก → ยังไม่จำเป็นต้องผ่า
ขณะที่บางคนเอกซเรย์อาจไม่ได้ดูแย่ที่สุดแต่ปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้ → การผ่าตัดอาจเป็นคำตอบที่เหมาะกว่า
สรุป
- เข่าเสื่อมจนขาโก่ง ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด
- ระยะต้น–กลาง → เน้นประคองอาการและชะลอความเสื่อม
- ระยะท้าย หรือคุณภาพชีวิตเสีย → การผ่าตัดช่วย “เปลี่ยนชีวิต” ได้จริง
🔟 ถ้าเข่าเสื่อมจนขาโก่ง และต้องการผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคนิคอะไรบ้าง?
หลายคนยังติดภาพว่า
“ผ่าเข่า = น่ากลัว เจ็บ ฟื้นตัวนาน”
แต่ความจริงคือ การผ่าตัดข้อเข่าในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก
ทั้งเรื่องความแม่นยำ แผลเล็ก การฟื้นตัว และอายุการใช้งาน
และที่สำคัญคือ 👉 ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าแบบเดียวกัน
แพทย์จะเลือกวิธีให้เหมาะกับ
- อายุ
- ระยะของโรค
- ระดับความโก่ง
- ไลฟ์สไตล์และการใช้งานจริงของคนไข้
โดยหลัก ๆ มี 3 ทางเลือกหลัก
1. การผ่าตัดจัดแนวกระดูกขา (HTO – High Tibial Osteotomy)
“เก็บเข่าเดิมไว้ ใช้การดัดกระดูกแก้”
เหมาะกับใคร
- อายุยังน้อย (มัก < 60 ปี)
- ผิวกระดูกอ่อนเสียแค่ ฝั่งเดียว (มักเป็นด้านใน)
- ยังต้องการใช้งานหนัก เช่น เดินเยอะ เล่นกีฬา วิ่ง
หลักการผ่าตัด
- ผ่าตัดกระดูกหน้าแข้งแล้ว ถ่าง/ดัดแนวกระดูก
- ย้ายแนวรับน้ำหนัก
- จากฝั่งที่เสื่อม → ไปยังฝั่งที่กระดูกอ่อนยังดี
ข้อดี
- ได้ใช้เข่าธรรมชาติของตัวเอง
- ไม่ต้องใส่ข้อเทียม
- กลับไปใช้งานหนักได้มากกว่าวิธีเปลี่ยนข้อ
📌 จุดสำคัญ: ต้องคัดคนไข้ให้เหมาะ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลดีเท่ากัน
2. การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA – Unicompartmental Knee Arthroplasty)
“เปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสีย”
เหมาะกับใคร
- เข่าเสื่อมเฉพาะ ด้านเดียว (มักด้านใน)
- ด้านนอกและผิวลูกสะบ้ายังดี
- เอ็นไขว้หน้า (ACL) ต้องปกติ
- ขาโก่งไม่รุนแรงเกินไป
หลักการผ่าตัด
- ใส่ผิวข้อเทียมเฉพาะฝั่งที่สึก
- เก็บส่วนที่ดีของเข่าไว้ทั้งหมด
ข้อดีเด่น
- แผลเล็ก
- เจ็บน้อย
- ฟื้นตัวไวมาก (หลายรายเดินได้ภายใน 24 ชม.)
- ความรู้สึกใกล้เคียงเข่าธรรมชาติมากกว่าเปลี่ยนทั้งข้อ
อ่านรายละเอียดผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อบางส่วนที่นี่ คลิ๊ก
3. การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA – Total Knee Arthroplasty)
“เปลี่ยนใหม่ จบปัญหา”
เหมาะกับใคร
- เข่าเสื่อมหลายห้อง (ด้านใน + ด้านนอก + ลูกสะบ้า)
- ขาโก่งผิดรูปชัดเจน
- ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่คุณภาพชีวิตเสียมาก
หลักการผ่าตัด
- ตัดผิวข้อที่เสียออกทั้งหมด
- ปรับแกนขาให้ตรง
- ใส่ผิวข้อเทียมทดแทน
เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาช่วย
🤖 หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted surgery)
🧭 คอมพิวเตอร์นำวิถี
ช่วยให้:
- วางตำแหน่งข้อเทียมแม่นยำระดับมิลลิเมตร
- รบกวนเนื้อเยื่อน้อย
- แนวขาตรงขึ้น
- อายุการใช้งานข้อเทียมยาวขึ้น (ประมาณ 15–20 ปี หรือมากกว่า)
อ่านรายละเอียดผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อ TKA ที่นี่ คลิ๊ก
อ่านรายละเอียดผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อด้วยหุ่นยนต์ (Robotic-Assisted TKA) ที่นี่ คลิ๊ก
สรุปส่งท้าย
- ขาโก่งและเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดแยกกัน แต่เป็นวงจรที่เร่งกันเอง ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งพังเร็ว
- เข่าเสื่อมในผู้ชายและผู้หญิงต่างกันมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องอายุ
- โดยเฉพาะผู้ชาย แม้จะเริ่มช้ากว่า แต่เมื่อเริ่มเสื่อมแล้วมักทรุดเร็ว
- ระยะก่อนเสื่อมคือ “ช่วงทอง” ของการป้องกัน ถ้าจับได้ตรงจุด ยังชะลอได้อีกมาก
- ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด แต่ทุกคนควรถูกประเมินให้ตรงกับระยะโรคและการใช้ชีวิตจริง
- ยิ่งคุณเข้าใจ กลไกของโรค มากเท่าไร
- คุณยิ่งมีโอกาส ปกป้องข้อเข่าให้อยู่กับคุณได้นานขึ้น เท่านั้น
ทางออกที่เหมาะกับแต่ละระยะ
🔹 ระยะเริ่มต้น
- ปรับพฤติกรรมการใช้งาน
- ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม
- บริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps Exercise)
เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สนับเข่าธรรมชาติ” ให้ข้อเข่ามั่นคงขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด
🔹 ระยะขาโก่งชัดเจน / เริ่มกระทบชีวิตประจำวัน
ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อ
- ประเมินมุมโก่งอย่างแม่นยำ
- พิจารณาการตัดรองเท้าดัดแก้เฉพาะบุคคล
หรือเลือกแนวทางผ่าตัดที่เหมาะสม
- ปรับแนวกระดูก (Osteotomy) ในคนอายุน้อยที่ยังต้องการใช้งานเข่าหนัก
- เปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม (Arthroplasty) ในระยะท้าย เพื่อคืนการเดินที่มั่นคงและคุณภาพชีวิต
🩺 คำแนะนำ
หากเริ่มมีอาการปวดเข่า หรือสังเกตว่าขาโก่งมากขึ้นอย่าวินิจฉัยเอง
การประเมินตั้งแต่ระยะต้น ช่วยให้วางแผนรักษาได้ตรงจุด และหลีกเลี่ยงการรักษาที่หนักเกินจำเป็น
“เดินได้ไกล ไปได้ทั่วคือความสุขที่แท้จริงของวัยเกษียณ”









