เรียบเรียงโดย: นพ.ธารพงษ์ พาราพิทักษ์ แพทย์เฉพาะทางออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ)
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีอาการปวดเข่า และต้องการเข้าใจสาเหตุก่อนพบแพทย์
บทนำ: ปวดเข่า ไม่ได้แปลว่า “ข้อเสื่อม” เสมอไป
หลายคนพอเริ่มปวดเข่า ก็มักคิดทันทีว่า “ข้อเข่าเสื่อมแน่เลย” แล้วรีบซื้อยาแก้ปวดมากินเอง
แต่จริง ๆ แล้ว อาการปวดเข่าเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ เอ็น กระดูกอ่อน น้ำในข้อ หรือแม้แต่โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิด
⭐ สิ่งสำคัญคือ “ลักษณะการปวด” ของแต่ละโรคไม่เหมือนกันเลย
บางคนปวดจี๊ดเหมือนไฟช็อต บางคนปวดตอนเช้า บางคนเข่าบวมแดง หรือมีเสียงดังเวลาเดิน ซึ่งแต่ละอาการก็บอกสาเหตุที่ต่างกัน และแนวทางรักษาก็ต่างกันด้วย
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ ถ้าผู้ป่วยสังเกตอาการของตัวเองได้ละเอียดก่อนมาพบแพทย์ จะช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นขึ้น รักษาได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่ข้อเข่าจะเสียหายหนักจนรักษายากในอนาคต
บทความนี้เลยรวบรวม “10 ลักษณะอาการปวดเข่าที่พบบ่อย” พร้อมอธิบายแบบเข้าใจง่าย ว่าอาการแบบไหนอาจกำลังบอกอะไร และเมื่อไหร่ที่ควรรีบไปพบแพทย์
🔎 10 ลักษณะอาการปวดเข่าที่พบบ่อย
- ปวดเข่าเจ็บแปลบ
- ปวดเข่าตอนเช้า
- ปวดเข่าบวมแดง
- ปวดเข่ามีเสียง
- ปวดเข่าขยับไม่ได้
- ปวดเข่ามีก้อน
- ปวดเข่าร้าวลงขา
- ปวดใต้เข่า
- ปวดเข่าขาอ่อนแรง
- ปวดเข่าตอนกลางคืน
📌 ถ้าอยากอ่านสรุปแบบสั้น ๆ สามารถข้ามไปด้านล่างสุดได้เลย 👇
1. ปวดเข่าเจ็บแปลบทันทีหลังล้มหรือออกกำลังกาย : สัญญาณเตือนเอ็นไขว้ขาด (ACL/PCL Injury)
อาการเป็นยังไง?
อาการปวดเข่าแบบนี้มักเกิดขึ้น “ทันที” หลังได้รับแรงกระแทก เช่น ล้ม บิดเข่ากะทันหัน เปลี่ยนทิศทางเร็วตอนวิ่ง หรือโดนชนระหว่างเล่นกีฬา
หลายคนเล่าว่า ตอนเกิดเหตุได้ยินเสียง “ป๊อป” หรือ “เป๊าะ” ดังขึ้นในเข่า แล้วหลังจากนั้นก็ปวดจี๊ดทันที
ไม่นานเข่าจะเริ่มบวม โดยมาก บวมภายใน 2–6 ชั่วโมง เดินลงน้ำหนักลำบาก และรู้สึกเหมือนเข่า “หลวม” หรือไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดินเหมือนเข่าจะทรุด
อาการที่ควรสังเกต
- ได้ยินเสียง “ป๊อป” หรือ “ป๊อก” ในจังหวะที่บาดเจ็บ
- เข่าบวมเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
- เดินแล้วรู้สึกเข่าหลวม หรือทรงตัวไม่ดี
- ลงน้ำหนักแล้วเจ็บมาก
- งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
เอ็นไขว้หน้า (ACL) และเอ็นไขว้หลัง (PCL) เป็นเส้นเอ็นสำคัญที่ช่วยยึดข้อเข่าให้มั่นคง เชื่อมระหว่างกระดูกต้นขากับกระดูกหน้าแข้ง
เวลาเอ็นพวกนี้ฉีกหรือขาด มักจะมีเลือดออกในข้อเข่า ทำให้เข่าบวมเร็วและปวดมาก บางคนยังเดินได้ แต่จะรู้สึกว่าเข่าไม่มั่นคงเหมือนเดิม
⚠️ การตรวจที่ช่วยยืนยันได้แม่นที่สุดคือ MRI
ซึ่งจะบอกได้ว่าเอ็นขาดบางส่วนหรือขาดทั้งหมด รวมถึงดูการบาดเจ็บของหมอนรองเข่าหรือกระดูกอ่อนร่วมด้วย
คำแนะนำ
ถ้ามีอาการปวดเข่าแบบเจ็บแปลบทันทีหลังเล่นกีฬา ล้ม หรือบิดเข่า แล้วมีอาการบวมเร็วร่วมด้วย อย่าฝืนเดินหรือเล่นต่อ
สิ่งที่ควรทำทันที
- หยุดใช้งานเข่า
- ประคบเย็น 15–20 นาที
- ยกขาสูง
- หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักมาก
🚨 ควรรีบพบแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมง
เพราะถ้าปล่อยไว้นาน เข่าอาจยิ่งหลวม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหมอนรองเข่าหรือข้อเข่าในระยะยาวได้
2. ปวดเข่าตอนเช้า ตึงแข็ง ขยับลำบาก : นี่อาจเป็นสัญญาณของข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
อาการเป็นยังไง?
อาการแบบนี้มักเจอในคนอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนตอนเช้า หลายคนจะรู้สึกว่าเข่าตึง ๆ ฝืด ๆ ขยับลำบาก ต้องเดินหรือขยับตัวสักพัก อาการถึงจะค่อยดีขึ้น
บางคนพอลุกจากเก้าอี้หลังนั่งนาน ๆ จะรู้สึกเข่าติด เดินก้าวแรกแล้วเจ็บ หรือมีอาการปวดเวลาเดินขึ้นลงบันได ยิ่งวันที่อากาศเย็นหรือฝนตก อาการมักชัดขึ้นกว่าปกติ
หลายคนปล่อยไว้จนชิน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของอายุ แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “ข้อเข่าเสื่อม”
ลองเช็กอาการเบื้องต้น
- เข่าตึงตอนเช้า แต่มักดีขึ้นภายใน 15–30 นาที
- ปวดมากเวลาเดินเยอะ ยืนนาน หรือแบกของหนัก
- พอพักแล้วอาการดีขึ้น
- มีเสียงกรอบแกรบในข้อเวลาเดินหรือย่อตัว
- เริ่มรู้สึกว่าเข่ารูปทรงเปลี่ยน เช่น ขาโก่งมากขึ้น
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
ข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis (OA) เกิดจากกระดูกอ่อนที่เคลือบผิวข้อค่อย ๆ สึกลงตามอายุ หรือจากการใช้งานข้อหนักสะสมมานาน
เมื่อกระดูกอ่อนบางลง กระดูกจะเริ่มเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด และขยับลำบาก
ส่วนอาการ “ตึงตอนเช้า” เกิดจากน้ำหล่อเลี้ยงข้อยังกระจายตัวได้ไม่ดีหลังนอนพักทั้งคืน พอเริ่มเดินหรือขยับ ข้อก็จะค่อยลื่นขึ้น อาการตึงจึงลดลง
คำแนะนำ
⭐ ข้อเข่าเสื่อมอาจรักษาไม่หายขาด แต่สามารถชะลออาการและใช้ชีวิตได้ดีถ้าดูแลถูกวิธี
สิ่งสำคัญคือ
- ควบคุมน้ำหนัก
- บริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง
- หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบหรือยองนาน ๆ
- ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ
หากมีอาการปวดเข่าเรื้อรังเกิน 3 เดือน หรือเริ่มเดินลำบาก ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและเอกซเรย์ เพราะยิ่งรู้เร็ว ก็ยิ่งชะลอความเสื่อมได้ดีขึ้น
3. ปวดเข่าบวมแดงร้อน แม้ไม่ได้ขยับ : อาจเป็นเกาต์ รูมาตอยด์ หรือข้ออักเสบติดเชื้อ
อาการเป็นยังไง?
อาการปวดเข่าแบบนี้จะต่างจากอาการปวดจากการใช้งานหรือข้อเสื่อมชัดเจน เพราะแม้จะนั่งนิ่ง ๆ หรือไม่ได้ขยับเข่า ก็ยังปวดมากอยู่ดี
เข่ามักมีอาการ บวม แดง ร้อน และถ้าลองเอามือแตะ จะรู้สึกได้เลยว่าเข่าข้างที่ปวด “ร้อนกว่า” อีกข้างอย่างชัดเจน บางคนปวดมากจนเดินแทบไม่ได้ หรือเจ็บจนสะดุ้งเวลาโดนแตะ
ถ้าเป็น “เกาต์” อาการมักมาเร็วมาก บางคนเข้านอนปกติดี แต่ตื่นมากลางดึกแล้วปวดเข่ารุนแรงทันทีภายในคืนเดียว
ส่วน “รูมาตอยด์” มักไม่ได้เป็นแค่ข้อเดียว แต่อาจมีอาการปวดบวมหลายข้อพร้อมกัน เช่น นิ้วมือ ข้อมือ หรือข้อเท้า และมักมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
ลองสังเกตว่าเข้าข่ายแบบไหน
1. โรคเกาต์ (Gout)
- ปวดเฉียบพลันมาก
- เข่าบวมแดงร้อนชัดเจน
- เจ็บจนแตะไม่ได้
- อาการมักเกิดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
เกิดจากผลึกกรดยูริกไปสะสมในข้อ ทำให้ข้ออักเสบรุนแรงแบบเฉียบพลัน
2. โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
- ปวดหลายข้อพร้อมกัน
- ตึงข้อช่วงเช้านานเกิน 1 ชั่วโมง
- มีอาการล้า อ่อนเพลีย หรือไข้ต่ำร่วมด้วย
เป็นโรคภูมิคุ้มกันที่ร่างกายไปทำลายเยื่อบุข้อของตัวเอง
3. ข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis)
- ปวด บวม ร้อนมาก
- ขยับเข่าแทบไม่ได้
- มักมีไข้ร่วมด้วย
🚨 ภาวะนี้ถือว่าอันตรายที่สุด
เพราะเชื้อโรคอาจทำลายข้ออย่างรวดเร็ว และบางกรณีอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้
จุดสังเกตสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ถ้าเข่าบวมจนดูตึง ๆ เหมือนมีน้ำอยู่ข้างใน ร่วมกับอาการร้อนแดงชัดเจน แม้ไม่ได้บาดเจ็บมาก่อน ถือเป็นสัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์
⚠️ โดยเฉพาะถ้ามีไข้ เดินไม่ได้ หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ควรรอดูอาการเอง
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
โรคกลุ่มนี้จำเป็นต้องแยกสาเหตุให้ชัด เพราะการรักษาแตกต่างกันมาก บางโรคใช้ยาแก้อักเสบ แต่บางโรคต้องรีบให้ยาฆ่าเชื้อหรือผ่าตัดล้างข้อทันที
แพทย์อาจต้องเจาะดูดน้ำในข้อเพื่อนำไปตรวจหาเชื้อ ผลึกกรดยูริก หรือเซลล์อักเสบ รวมถึงตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสาเหตุ
คำแนะนำ
ถ้ามีอาการปวดเข่าบวมแดงร้อน โดยเฉพาะแบบที่ปวดแม้ไม่ได้ขยับ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์ภายในวันนั้นหรืออย่างช้าที่สุดวันรุ่งขึ้น
❗ อย่าซื้อยากินเองต่อเนื่อง
เพราะบางกรณีอาจเป็น “ข้ออักเสบติดเชื้อ” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน และอาจทำลายข้อถาวรได้หากรักษาช้า
4. ปวดเข่ามีเสียงกรอบแกรบ ขึ้นลงบันไดแล้วเจ็บ : บอกอะไรเกี่ยวกับกระดูกอ่อน?
อาการเป็นอย่างไร?
ปวดเข่าแบบนี้มักชัดเวลาขึ้น-ลงบันได นั่งยองๆ หรือลุกจากเก้าอี้ พร้อมมีเสียงกรอบแกรบ (Crepitus) ในข้อเข่าขณะขยับ บางคนอาจไม่ได้ปวดมาก แต่รู้สึกฝืด ไม่ลื่น หรือเหมือนเข่าไม่เหมือนเดิม
อาการนี้พบได้บ่อยในคนอายุ 30 ปีขึ้นไป คนที่นั่งทำงานนาน น้ำหนักเกิน หรือใช้งานเข่าซ้ำๆ
ภาวะลูกสะบ้าเคลื่อนที่ผิดปกติ (Patellofemoral Pain Syndrome)
เสียงกรอบแกรบเหล่านี้ มักเกิดจากผิวกระดูกอ่อนด้านหลังลูกสะบ้าเริ่มไม่เรียบ หรือกระดูกอ่อนเริ่มนิ่ม (Chondromalacia Patellae)
● อาการเด่น
ปวดหน้าเข่าเวลาขึ้น-ลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้ เพราะเป็นช่วงที่แรงกดบริเวณลูกสะบ้าสูงถึงประมาณ 3–7 เท่าของน้ำหนักตัว
● อันตรายไหม?
ถ้ามีแค่เสียงโดยไม่ปวด อาจเป็นเพียงฟองอากาศในน้ำไขข้อ แต่ถ้ามีทั้งเสียงและอาการเจ็บ มักสะท้อนว่ากระดูกอ่อนเริ่มเสื่อมในระยะแรกแล้ว
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
เสียงในข้อเข่าเกิดได้จากทั้ง “ฟองอากาศในน้ำไขข้อ” ซึ่งไม่อันตราย และ “ผิวกระดูกอ่อนที่เริ่มสึก” จนเกิดการเสียดสีกันขณะขยับ
เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อม ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกจะลดลง ทำให้กิจกรรมง่ายๆ อย่างขึ้นบันได นั่งยอง หรือเดินนานๆ เริ่มเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ
คำแนะนำ
หากเสียงกรอบแกรบมาพร้อมอาการเจ็บ ฝืด หรือบวม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินข้อเข่า อาจพิจารณาเอกซเรย์หรือ MRI ในบางราย และเริ่มโปรแกรมบริหารกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อลดแรงกดที่ผิวกระดูกอ่อน
⭐ ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ยิ่งช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้มากขึ้น
5. ปวดเข่าขยับไม่ได้ ขาล็อกชั่วขณะ : ระวังหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด (Meniscus Tear)
อาการเป็นอย่างไร?
อาการนี้ค่อนข้างจำเพาะ ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าเข่า “ล็อก” ขยับต่อไม่ได้ชั่วขณะ โดยเฉพาะเวลาพับหรือเหยียดเข่า บางครั้งต้องค่อยๆ ขยับ หรือสะบัดขาเบาๆ ถึงจะกลับมาขยับได้ตามปกติ
มักปวดบริเวณด้านในหรือด้านนอกของเข่า และอาจมีอาการบวมตามหลังมา โดยเฉพาะหลังเดินเยอะ ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา
พบบ่อยในนักกีฬา คนที่เคยบาดเจ็บเข่า หรือผู้ที่มีข้อเข่าเริ่มเสื่อม
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
หมอนรองกระดูกเข่า (Meniscus) คือแผ่นกระดูกอ่อนรูปตัว C ที่อยู่ระหว่างกระดูกต้นขากับกระดูกหน้าแข้ง ทำหน้าที่ช่วยกระจายแรงและลดแรงกระแทกในข้อเข่า
เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดการฉีกขาด บางส่วนอาจพลิกเข้าไปติดในช่องข้อ ทำให้เกิดอาการ “ข้อล็อก” หรือรู้สึกเหมือนเข่าสะดุดขณะขยับ
การฉีกขาดอาจเกิดจากการบิดตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เล่นกีฬา เปลี่ยนทิศกะทันหัน หรือในผู้สูงอายุอาจเกิดจากความเสื่อมของเนื้อเยื่อ แม้ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงก็ตาม
อาการที่พบบ่อย
- ปวดเข่าด้านในหรือด้านนอก
- เข่าล็อก ขยับไม่สุด
- รู้สึกสะดุดในข้อ
- มีบวมหลังใช้งาน
- นั่งยองหรือหมุนเข่าแล้วเจ็บ
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยที่แม่นยำมักต้องใช้ MRI เพื่อดูตำแหน่งและลักษณะรอยฉีก ซึ่งมีผลต่อแนวทางรักษา ว่าสามารถรักษาด้วยกายภาพบำบัด ยา และปรับกิจกรรม หรือจำเป็นต้องผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า (Arthroscopy)
คำแนะนำ
⚠️ อาการขาล็อกไม่ควรถูกมองข้าม
เพราะหากมีชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกที่ฉีกค้างอยู่ในข้อ อาจทำให้ผิวกระดูกอ่อนสึกเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมในอนาคต
หากมีอาการเข่าล็อก ปวด บวม หรือขยับเข่าได้ไม่สุด ควรพบแพทย์ออร์โธปิดิกส์เพื่อประเมินภายใน 1–2 สัปดาห์
6. ปวดเข่ามีก้อนบวมนูนด้านหน้า เห็นชัดเจน : อาการของถุงน้ำอักเสบ (Bursitis)
อาการเป็นอย่างไร?
อาการเด่นคือมีก้อนบวมนูนบริเวณด้านหน้าของเข่า สังเกตเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะบริเวณหน้าลูกสะบ้าหรือใต้ลูกสะบ้า ก้อนมักมีลักษณะนุ่ม กดเจ็บ และบางครั้งมีอาการร้อนหรือแดงร่วมด้วย
อาการมักปวดมากขึ้นเวลาคุกเข่า นั่งพับเพียบ หรือมีแรงกดทับตรงบริเวณนั้นโดยตรง
พบบ่อยในคนที่ต้องคุกเข่าทำงานนานๆ เช่น ช่างปูกระเบื้อง คนทำสวน ช่างซ่อมรถ รวมถึงนักกีฬาที่มีการล้มกระแทกเข่าซ้ำๆ
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
รอบข้อเข่าของเรามี “ถุงน้ำ” หรือ Bursa ซึ่งเป็นถุงเล็กๆ ที่มีของเหลวอยู่ภายใน ทำหน้าที่ช่วยลดแรงเสียดสีระหว่างเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูก
เมื่อมีการกดทับหรือกระแทกซ้ำๆ ถุงน้ำจะเกิดการอักเสบและมีน้ำสะสมมากขึ้น จนกลายเป็นก้อนบวมที่เห็นได้ชัด ภาวะนี้เรียกว่า Bursitis
อาการที่พบได้บ่อย
- ก้อนบวมด้านหน้าเข่า
- กดแล้วเจ็บ
- คุกเข่าแล้วปวดมาก
- บางรายมีร้อน แดง หรือบวมมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยทั่วไป Bursitis ไม่ใช่ภาวะอันตราย และสามารถรักษาได้ด้วยการพักการใช้งาน ประคบเย็น รับประทานยาลดอักเสบ หรือดูดน้ำออกในบางราย
แต่ถ้ามีอาการ ร้อน แดง ปวดมาก หรือมีไข้ร่วมด้วย ต้องระวัง “ถุงน้ำติดเชื้อ” (Septic Bursitis) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจต้องดูดหนอง ตรวจเชื้อ และให้ยาปฏิชีวนะ
คำแนะนำ
หากก้อนบวมมีขนาดใหญ่ขึ้น เจ็บมาก หรือเริ่มแดงร้อน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นการอักเสบทั่วไปหรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย
⭐ การรักษาเร็วจะช่วยลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำเรื้อรัง
7. ปวดเข่าร้าวลงขา ปวดลามถึงน่องและต้นขา : เส้นประสาทถูกกดทับหรือไม่?
อาการเป็นอย่างไร?
อาการปวดเข่าแบบนี้มักไม่ได้ปวดเฉพาะบริเวณข้อเข่า แต่จะ “ร้าว” ลงไปตามแนวขา เช่น น่อง เท้า หรือบางรายร้าวขึ้นไปถึงต้นขาและสะโพก
หลายคนจะมีอาการร่วม เช่น
- ชา เหน็บๆ
- รู้สึกเหมือนไฟช็อต
- ขาอ่อนแรง
- เดินนานหรือยืนนานแล้วปวดมากขึ้น
อาการมักแย่ลงเวลานั่งนาน ยืนนาน หรือก้มตัว และดีขึ้นเมื่อนอนพักหรือเปลี่ยนท่า
สิ่งสำคัญคือ “ต้นตอของอาการอาจไม่ได้อยู่ที่ข้อเข่า” แต่เกิดจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับจากบริเวณอื่น
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
อาการปวดร้าวลงขาที่มาพร้อมปวดเข่า มักสัมพันธ์กับภาวะกดทับเส้นประสาท เช่น
● หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท (Sciatica)
เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวโป่งหรือแตกไปกดเส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวลงขาตามแนวเส้นประสาท
● ช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis)
พบบ่อยในผู้สูงอายุ ทำให้เดินได้น้อยลง ปวด ชา หรือเมื่อยร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลาเดินหรือยืนนาน
ในบางราย อาการปวดน่องร่วมกับเข่าอาจเกิดจาก Baker’s Cyst หรือถุงน้ำหลังเข่าที่แตก ทำให้น้ำไหลลงน่อง จนอาจคล้ายภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้เช่นกัน
● สัญญาณที่ควรระวัง
- ปวดร้าวลงขาชัดเจน
- มีชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- เดินแล้วขาไม่มีแรง
- ปวดตอนกลางคืน หรือปวดต่อเนื่องไม่ดีขึ้น
คำแนะนำจากแพทย์
หากปวดเข่าร่วมกับอาการชาหรืออ่อนแรง ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพราะหากเส้นประสาทถูกกดทับนานเกินไป อาจฟื้นตัวได้ยากขึ้น
การตรวจร่างกายร่วมกับ MRI กระดูกสันหลังหรือข้อเข่า จะช่วยระบุสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากที่สุด
8. ปวดใต้เข่าตรงลูกสะบ้า เวลานั่งยองหรือวิ่ง : สัญญาณเอ็นสะบ้าอักเสบ (Patellar Tendinitis)
อาการเป็นอย่างไร?
อาการปวดจะอยู่ “เฉพาะจุด” บริเวณใต้ลูกสะบ้า กดลงไปจะเจ็บชัด โดยเฉพาะเวลา
- วิ่ง
- กระโดด
- นั่งยองๆ
- เดินขึ้นลงบันได
- ลุกจากท่านั่ง
หลายคนช่วงแรกจะเจ็บเพียงเล็กน้อยหลังออกกำลังกาย แต่หากยังฝืนใช้งานต่อ อาการจะค่อยๆ ปวดมากขึ้น และอาจเริ่มปวดตั้งแต่ระหว่างเล่นกีฬา
พบบ่อยในนักวิ่ง นักบาสเกตบอล นักวอลเลย์บอล รวมถึงคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายหนักเกินไปโดยร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
เอ็นสะบ้า (Patellar Tendon) เป็นเอ็นที่เชื่อมระหว่างลูกสะบ้ากับกระดูกหน้าแข้ง ทำหน้าที่ส่งแรงจากกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อใช้ในการเหยียดเข่า กระโดด และวิ่ง
เมื่อเอ็นถูกใช้งานหนักซ้ำๆ โดยไม่มีเวลาฟื้นตัว จะเกิดการฉีกขาดเล็กๆ ภายในเนื้อเอ็น (Microtears) จนเกิดภาวะเอ็นอักเสบเรื้อรัง หรือที่เรียกว่า Patellar Tendinopathy / Jumper’s Knee
อาการที่พบบ่อย
- ปวดใต้ลูกสะบ้า
- กดเจ็บเฉพาะจุด
- ปวดเวลาออกแรงกระโดดหรือวิ่ง
- ยิ่งใช้งานยิ่งปวด
- พักแล้วดีขึ้นช่วงแรก
หากปล่อยเรื้อรังโดยไม่รักษา เอ็นอาจเสื่อม อ่อนแอ และมีโอกาสขาดได้ในอนาคต ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
คำแนะนำ
ช่วงแรกควรลดหรือหยุดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการก่อนชั่วคราว พร้อมเริ่มยืดกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อน่องอย่างสม่ำเสมอ
⭐ การทำ Eccentric Exercise ถือเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการฟื้นฟูเอ็นสะบ้าอักเสบในระยะยาว
หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ หรือเริ่มปวดมากขึ้นแม้ใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์หรือกายภาพบำบัดเพื่อประเมินเพิ่มเติม
9. ปวดเข่าขาอ่อนแรง ยืนนานไม่ได้ ขาสั่น : กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือข้อเสื่อมระยะหนัก?
อาการเป็นอย่างไร?
อาการปวดเข่าแบบนี้มักมาพร้อมความรู้สึกว่า “ขาไม่มีแรง” ยืนนานแล้วขาสั่น เข่าดูไม่มั่นคง หรือเหมือนเข่าจะทรุดลงโดยไม่ตั้งใจ
หลายคนจะเริ่มมีอาการ
- ลุกจากเก้าอี้ยาก
- เดินขึ้นบันไดไม่ไหว
- เดินนานแล้วเมื่อยล้าผิดปกติ
- รู้สึกเข่าอ่อนหรือพับง่าย
อาการมักแย่ลงช่วงเย็นหลังใช้งานมาตลอดวัน และอาจเป็นทั้งข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
อาการขาอ่อนแรงร่วมกับปวดเข่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัญหาที่ข้อเข่าเอง ไปจนถึงระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
● กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง (Quadriceps Weakness)
เมื่อปวดเข่านาน ร่างกายจะหลีกเลี่ยงการใช้งานขาข้างนั้น ทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาค่อยๆ ฝ่อลีบและอ่อนแรง จนไม่สามารถพยุงข้อเข่าได้ดีเหมือนเดิม
● ข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง
เมื่อกระดูกอ่อนสึกมาก ข้อเข่าจะรับน้ำหนักได้ไม่มั่นคง ผู้ป่วยจึงรู้สึก “เข่าจะทรุด” โดยเฉพาะเวลาเดินหรือยืนต่อเนื่อง
● พยาธิสภาพภายในข้อ
เช่น เอ็นไขว้หน้าเสื่อมเรื้อรัง หรือมีเศษกระดูกอ่อนหลุดอยู่ในข้อ (Loose Body) ทำให้ข้อเข่าไม่มั่นคงและสะดุดเวลาลงน้ำหนัก
● ภาวะกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง
หากมีอาการชา อ่อนแรงรวดเร็ว หรือเป็นทั้งสองข้างร่วมกับคุมการขับถ่ายผิดปกติ ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือไขสันหลัง
สัญญาณที่ควรระวัง
- ขาอ่อนแรงชัดเจน
- เดินแล้วเข่าทรุด
- ยืนไม่นานก็ล้า
- มีชา หรือเดินเซ
- ควบคุมขาไม่ได้เหมือนเดิม
คำแนะนำ
หากอาการเกิดขึ้นรวดเร็ว ร่วมกับชา หรือเดินลำบากมากขึ้น ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อตรวจหาสาเหตุทางระบบประสาทหรือข้อเข่าอย่างละเอียด
แต่หากเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการไม่ได้ใช้งาน การทำกายภาพบำบัดและฝึกกล้ามเนื้อ Quadriceps อย่างถูกวิธีต่อเนื่อง 4–6 สัปดาห์ จะช่วยให้ข้อเข่ามั่นคงขึ้น ลดอาการปวด และลดความเสี่ยงต่อการหกล้มได้อย่างมาก
10. ปวดเข่าตอนกลางคืน นอนแล้วยังเจ็บ : โรครูมาตอยด์ / เนื้องอกกระดูก?
อาการเป็นอย่างไร?
อาการปวดเข่าแบบนี้แตกต่างจากอาการปวดทั่วไป เพราะแม้ไม่ได้เดินหรือขยับเข่า ก็ยังปวด โดยเฉพาะช่วงกลางคืนหรือเวลานอนพัก
หลายคนมีอาการ
- ปวดจนสะดุ้งตื่นกลางดึก
- นอนแล้วปวดตุบๆ ต่อเนื่อง
- เปลี่ยนท่านอนก็ไม่ดีขึ้น
- บางรายปวดมากเวลานอนตะแคงจนเข่าชนกัน
สิ่งสำคัญคือ อาการปวดไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้งานหรืออุบัติเหตุชัดเจน จึงถือเป็นสัญญาณที่ควรระวังมากกว่าปวดเข่าทั่วไป
ในมุมของแพทย์กระดูกและข้อ
ในทางการแพทย์ อาการ “Night Pain” หรือปวดตอนกลางคืนโดยไม่มีสาเหตุจากท่านอน ถือเป็น Red Flag ที่แพทย์จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
สาเหตุที่พบได้ เช่น
● โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
มักมีอาการปวด ข้อฝืด และปวดมากช่วงพักหรือตอนเช้า
● โรคเกาต์เฉียบพลัน
บางรายปวดรุนแรงกลางดึก เข่าบวม ร้อน แดง และเจ็บจนแตะไม่ได้
● โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing Spondylitis)
อาจทำให้ปวดตอนพักและดีขึ้นเมื่อขยับตัว
● เนื้องอกกระดูก (Bone Tumor)
แม้พบไม่บ่อย แต่เป็นสาเหตุสำคัญที่แพทย์ต้องระวัง โดยเฉพาะหากปวดลึกๆ ต่อเนื่อง ปวดตอนกลางคืน และไม่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว
สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์
- ปวดกลางคืนต่อเนื่อง
- ปวดแม้ไม่ได้ใช้งาน
- มีน้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือไข้
- ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
- มีก้อน บวม หรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้
คำแนะนำ
หากมีอาการปวดเข่าตอนกลางคืนต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ ตรวจเลือด หรือ MRI ในบางกรณี
แม้อาการส่วนใหญ่จะไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่การตรวจเร็วจะช่วยแยกโรคสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามได้ตั้งแต่ระยะแรก
สรุป: ปวดเข่าแบบไหน ต้องทำอะไร?
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ปวดเข่ากินยาแก้ปวดได้ไหม?
A: กินได้เพื่อบรรเทาชั่วคราว แต่ยาแก้ปวดไม่ได้รักษาสาเหตุ หากต้องกินยาต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์ ควรพบแพทย์หาสาเหตุที่แท้จริง
Q: ปวดเข่าประคบร้อนหรือเย็นดี?
A: บาดเจ็บใหม่ภายใน 48 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นเพื่อลดบวมและอักเสบ หลังจากนั้นสามารถประคบอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้
Q: ปวดเข่าต้องผ่าตัดไหม?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง แพทย์มักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน เช่น ยา กายภาพบำบัด และฉีดยาเข้าข้อ
Q: ปวดเข่าตอนกลางคืนอันตรายไหม?
A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ แต่ปวดกลางคืนที่ไม่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บและไม่หายเองภายใน 2 สัปดาห์ ถือเป็นสัญญาณที่ควรตรวจหาสาเหตุโดยเร็ว
Q: ปวดเข่าป้องกันได้ไหม?
A: ได้ในระดับหนึ่ง โดยการรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการนั่งในท่าเดิมนานเกินไป
หมายเหตุ (Disclaimer)
เนื้อหาในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคปวดข้อเข่า แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงแทนคำแนะนำของแพทย์ หรือใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคเฉพาะบุคคลได้ หากท่านมีอาการปวดเข่า ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับบุคคลที่สุด





















