ปวดเข่าตอนเดิน...สัญญาณเตือนอะไรที่คุณไม่ควรมองข้าม?
อาการปวดเข่าถือเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่พบได้บ่อยมากในผู้คนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาการปวดนั้นเกิดขึ้นขณะที่คุณกำลังทำกิจกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันอย่าง "การเดิน" ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าข้อเข่าของคุณอาจกำลังเผชิญกับความผิดปกติบางอย่างที่เกินกว่าการบาดเจ็บเล็กน้อยทั่วไป การเพิกเฉยต่อความปวดนี้ ไม่ได้หมายความว่าอาการจะหายไปเอง แต่มีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่ความเสื่อมที่รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ปวดเข่าตอนเดิน คืออะไร?
นี่คือสัญญาณแรกที่ร่างกายพยายามบอกคุณว่า โครงสร้างภายในข้อเข่า เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อ เส้นเอ็น หรือหมอนรองกระดูก กำลังรับแรงกระแทกหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น อาการปวดอาจเริ่มจากเพียงเล็กน้อยขณะก้าวเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ อาการจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปวดแม้ในขณะพัก
สถิติที่น่าสนใจ (ทำไมคุณไม่ควรมองข้าม?)
ข้อมูลสถิติยืนยันว่าปัญหาปวดเข่าเป็นภัยเงียบที่คุกคามคุณภาพชีวิตคนจำนวนมาก:
- ภัยใกล้ตัวคนไทย: ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
- โอกาสเป็นสูงในผู้สูงวัย: ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสูงถึง 34-45%
- ความเสี่ยงจากการละเลย: การศึกษาพบว่า 70% ของผู้ที่มีอาการปวดเข่า ไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ข้อเข่าโก่งผิดรูป ขาพิการ หรือต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในที่สุด
การตระหนักถึงอาการปวดเข่าตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง และเริ่มแผนการรักษาเพื่อชะลอความเสื่อม ถนอมข้อเข่า และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นโดยเร็วที่สุด

เจาะลึก 5 สาเหตุหลักของอาการปวดเข่าขณะเดิน
อาการปวดเข่าที่เกิดขึ้นขณะเดินหรือลงน้ำหนักนั้น มักมีต้นตอมาจากความเสียหายหรือความเสื่อมของโครงสร้างสำคัญภายในข้อเข่า ซึ่งการแยกแยะสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้คุณและแพทย์เลือกวิธีการรักษาได้อย่างตรงจุด โดย 5 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณปวดเข่าเมื่อเดิน มีดังนี้
1. โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับการกระแทกเกิดการสึกหรอและเสื่อมสภาพ เมื่อเดิน กระดูกจึงเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดและมีเสียงดัง "กึกกัก" หรือ "กรอบแกรบ" ในข้อเข่า
- อาการเด่น: ปวดมากขณะใช้งานหรือลงน้ำหนัก (เดิน, ขึ้น/ลงบันได), อาการดีขึ้นเมื่อพัก, ข้อฝืดตึงในช่วงเช้า
คลิ๊กเพื่อข้ามไปอ่านหัวข้อ "โรคข้อเข่าเสื่อม"
2. การบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก (Meniscal Tear)
หมอนรองกระดูกเป็นส่วนที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและทำให้ข้อเข่ามั่นคง การบาดเจ็บมักเกิดจากการบิดหมุนของเข่าอย่างรวดเร็วขณะลงน้ำหนัก เช่น การเล่นกีฬา หรือการลุกนั่งที่ผิดท่า เมื่อหมอนรองกระดูกฉีกขาด มันจะขัดขวางการเคลื่อนไหวของข้อเข่าและทำให้เกิดอาการปวดเมื่อมีการบิดหรือเดิน
- อาการเด่น: ปวดเฉียบพลันในข้อ, มีอาการ "เข่าล็อก" หรืองอ/เหยียดเข่าได้ไม่สุด, ปวดชัดเจนเวลาลงน้ำหนักแล้วบิดตัว
3. เอ็นยึดข้อเข่าอักเสบ/ฉีกขาด (Ligament Injury/Tendonitis)
เส้นเอ็นทำหน้าที่เชื่อมกระดูกและสร้างความมั่นคงให้ข้อเข่า หากมีการใช้งานหนักซ้ำ ๆ (เช่น การวิ่งระยะไกล) อาจทำให้เกิดภาวะเอ็นอักเสบ (Tendonitis) หรือหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง (เช่น การปะทะในการเล่นกีฬา) อาจทำให้เอ็นไขว้หน้า (ACL) หรือเอ็นข้างเข่าฉีกขาด ส่งผลให้เข่าขาดความมั่นคงและปวดเมื่อเดิน
- อาการเด่น: ปวด บวม ทันทีหลังบาดเจ็บ (หากเอ็นฉีกขาด), รู้สึก "เข่าหลวม" หรือ "เข่าทรุด" เมื่อลงน้ำหนัก, ปวดเฉพาะจุดที่มีการอักเสบ
4. ภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (Obesity)
แม้นี่จะไม่ใช่ "โรค" โดยตรง แต่เป็นปัจจัยเร่งความเสื่อมที่สำคัญที่สุด น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าทุกก้าวเดิน ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ และกระตุ้นให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร
- อาการเด่น: ปวดเข่าทั้งสองข้าง, ปวดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเดินหรือทำกิจกรรมที่ต้องแบกน้ำหนักตัว
5. ข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น (เช่น โรคเกาต์, รูมาตอยด์)
อาการปวดเข่าขณะเดินอาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นการอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ (รูมาตอยด์) หรือการสะสมของผลึกกรดยูริก (เกาต์) ซึ่งอาการมักจะรุนแรงและมีข้อบวม แดง ร้อนร่วมด้วย
- อาการเด่น: ปวดรุนแรง บวม แดง ร้อนที่ข้อเข่า, ปวดได้แม้ในขณะพัก (ไม่ใช่แค่ตอนเดิน), อาจมีอาการที่ข้ออื่นร่วมด้วย

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาเหตุการปวดเข่า
- แรงกดที่เพิ่มขึ้น: สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุก 1 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดที่เข่าถึง 3-4 กิโลกรัม ในขณะเดิน ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งข้อเข่าเสื่อมที่สำคัญ
- ความเสี่ยงในนักกีฬา: ในกรณีของการบาดเจ็บเฉียบพลันที่ทำให้เข่าบวมทันที กว่า 80% มักเกี่ยวข้องกับการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า (ACL) ซึ่งหากปล่อยไว้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรอย่างมาก
ข้อเข่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้น: คาดการณ์ว่าความชุกของโรคข้อเข่าเสื่อมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก เนื่องจากสังคมสูงวัยและอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โรคข้อเข่าเสื่อม: ตัวการอันดับหนึ่งที่ทำให้ปวดเข่าเมื่อเดิน
เมื่อพูดถึงอาการปวดเข่าขณะเดิน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis - OA) คือตัวการอันดับหนึ่งที่แพทย์มักวินิจฉัยพบ โรคนี้เป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติของข้อต่อ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกอ่อนผิวข้อที่ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับการกระแทก
เมื่อกระดูกอ่อนเหล่านี้สึกหรอและบางลง ความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ขณะที่คุณเดิน ลงน้ำหนัก หรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว กระดูกจะเริ่มเสียดสีกันโดยตรง หรือกระตุ้นให้เกิดการอักเสบภายในข้อ ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและมีเสียงดังกรอบแกรบ
สาเหตุหลักที่เร่งให้เกิดข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมและปวดเมื่อเดิน มักไม่ได้มาจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยเร่งเหล่านี้:
- อายุที่เพิ่มขึ้น (Age): เป็นปัจจัยหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออายุมากขึ้น การซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนจะลดลง และมีการใช้งานสะสมมาเป็นเวลานาน
- น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (Obesity): เป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุด เพราะน้ำหนักที่มากจะเพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าอย่างมหาศาล ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรออย่างรวดเร็ว
- การใช้งานและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม: ท่าทางที่เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าสูงเป็นประจำ เช่น การนั่งยองๆ, การนั่งพับเพียบ, การนั่งขัดสมาธิ, และการขึ้น-ลงบันไดบ่อยเกินความจำเป็น พฤติกรรมเหล่านี้จะเร่งให้กระบวนการเสื่อมของกระดูกอ่อนเกิดขึ้นเร็วขึ้น
- ประวัติการบาดเจ็บรุนแรง: การเคยมีอุบัติเหตุที่ข้อเข่ามาก่อน เช่น เอ็นไขว้หน้าฉีกขาด หรือหมอนรองกระดูกบาดเจ็บ และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้ข้อเข่าไม่มั่นคง และนำไปสู่การเป็นข้อเข่าเสื่อมชนิดทุติยภูมิ (Secondary OA) ในที่สุด
สถิติที่น่าสนใจ
- ความชุกสูงในไทย: ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน โดยผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง 34-45%
- น้ำหนักตัวกับแรงกด: ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (BMI > 30) มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้น 4-5 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่มีน้ำหนักปกติ
- แรงกดมหาศาล: โปรดจำไว้ว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุก 1 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดที่เข่าถึง 3-4 กิโลกรัม ในขณะที่คุณกำลังเดิน ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นมาตรการป้องกันและชะลอความเสื่อมที่สำคัญที่สุด
การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ก่อนที่อาการปวดเข่าจะรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน.
ปวดเข่าจากการบาดเจ็บ: รู้จักเอ็นและหมอนรองกระดูกที่อาจมีปัญหา (สาเหตุจากอุบัติเหตุหรือกีฬา)
อาการปวดเข่าที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงขณะเดิน มักมีสาเหตุมาจากความเสียหายต่อโครงสร้างสำคัญภายในข้อเข่า เช่น เส้นเอ็นและหมอนรองกระดูก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬาที่ต้องมีการบิดหมุนของเข่าอย่างรุนแรง
โครงสร้างที่มักได้รับบาดเจ็บ
1.เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament - ACL):
- หน้าที่: เป็นเอ็นที่สำคัญที่สุดในการรักษาความมั่นคงของเข่า ป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเลื่อนไปด้านหน้ามากเกินไป
- สาเหตุการบาดเจ็บ: การบิดหมุนเข่าอย่างรุนแรงขณะเท้ายังติดอยู่กับพื้น (เช่น การเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในการเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล) การกระโดดลงสู่พื้นผิดท่า หรืออุบัติเหตุที่มีการกระแทกสูง
- อาการเด่น: มักได้ยินเสียง "ป๊อป" (Pop) ในเข่าทันทีหลังบาดเจ็บ, ปวดรุนแรงและ เข่าบวมทันที (ภายใน 2-3 ชั่วโมง), รู้สึก เข่าหลวม หรือเข่าทรุด เมื่อพยายามลงน้ำหนัก
2.หมอนรองกระดูก (Meniscus):
- หน้าที่: ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกและทำให้ข้อเข่าเข้ากันได้ดีขึ้น
- สาเหตุการบาดเจ็บ: มักเกิดร่วมกับการบาดเจ็บของ ACL หรือเกิดจากการบิดงอเข่าในขณะลงน้ำหนักเต็มที่ (เช่น การนั่งยองๆ แล้วบิดตัว หรือการล้ม)
- อาการเด่น: ปวดเฉียบพลัน, มีอาการ "เข่าล็อก" (Locking) หรืองอ/เหยียดเข่าได้ไม่สุด, ปวดชัดเจนเวลาบิดเข่าหรือหมุนตัว, อาจมีอาการบวมตามมา
สถิติที่น่าสนใจ
- กว่า 80% ของผู้ที่เข่าบวมทันทีหลังอุบัติเหตุรุนแรง มักได้รับการวินิจฉัยว่า เอ็นไขว้หน้า (ACL) ฉีกขาด
- กว่า 60% ของการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด มักมีการบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย
อาการปวดเข่าแบบไหนที่ยังดูแลตัวเองที่บ้านได้ (การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การประคบ และการพัก)
แม้จะมีอาการปวดเข่า แต่หากอาการไม่รุนแรง (เช่น ปวดตึงเล็กน้อย, ปวดจากการใช้งานหนักที่ไม่เฉียบพลัน) และไม่มีอาการอันตราย (เข่าล็อก, เข่าทรุด) คุณสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยการปฐมพยาบาลตามหลักการพื้นฐานที่เรียกว่า R.I.C.E. ภายใน 48-72 ชั่วโมงแรก เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ
หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น R.I.C.E.


ข้อควรระวังและการดูแลเพิ่มเติม
- ยาแก้ปวด: สามารถรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ตามคำแนะนำของเภสัชกร เพื่อบรรเทาอาการปวด
- ประคบเย็น vs ประคบร้อน: ใช้ "ประคบเย็น" ทันทีหลังบาดเจ็บเฉียบพลัน หรือเมื่อมีอาการบวม/ร้อนที่เข่าเท่านั้น ส่วน "ประคบร้อน" จะใช้เมื่ออาการปวดเริ่มเรื้อรัง (เกิน 72 ชั่วโมง) หรือปวดจากข้อเข่าเสื่อมเพื่อคลายกล้ามเนื้อ
อาการที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางทันที
หากอาการปวดไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วันหลังการดูแลด้วยหลัก R.I.C.E. หรือมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อทันที
- ปวดรุนแรง จนไม่สามารถลงน้ำหนักเดินได้
- เข่าบวมมาก หรือมีอาการบวมร้อนผิดปกติ
- มีเสียงดัง "ป๊อป" ขณะบาดเจ็บ
- เข่าติด/เข่าล็อก ไม่สามารถเหยียดหรืองอเข่าได้สุด
- รู้สึกเข่าหลวม หรือเข่าทรุดขณะเดิน
"อาการปวดรุนแรง" หรือ "ปวดไม่หายขาด": 4 สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที (เน้นอาการอันตราย)
หากคุณมีอาการปวดเข่าที่รุนแรง ไม่ทุเลาลงแม้จะดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว หรือมีอาการที่บ่งชี้ถึงความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างข้อเข่า นี่คือ 4 สัญญาณอันตราย ที่คุณไม่ควรรอช้าและควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางทันที:
- ปวดเฉียบพลันรุนแรงจนลงน้ำหนักไม่ได้: อาการปวดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังอุบัติเหตุหรือกิจกรรมบางอย่าง และทำให้ไม่สามารถยืนหรือเดินลงน้ำหนักที่ขาข้างนั้นได้เลย นี่อาจเป็นสัญญาณของ กระดูกหัก หรือ เอ็นไขว้หน้า (ACL) ฉีกขาดอย่างรุนแรง
- มีเสียง "ป๊อป" (Pop) ดังในเข่า: หากคุณได้ยินเสียงดัง "ป๊อป" หรือ "กึ้ก" ภายในข้อเข่าขณะบาดเจ็บ ตามมาด้วยอาการปวดและบวมทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่แข็งแกร่งว่า เอ็นไขว้หน้า (ACL) หรือเอ็นสำคัญอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องการการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- เข่าล็อก (Locking) หรืองอ/เหยียดได้ไม่สุด: หากข้อเข่าติดขัด ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ หรือไม่สามารถงอได้เหมือนปกติ อาการ "เข่าล็อก" นี้มักเกิดจากมีชิ้นส่วนที่บาดเจ็บ (เช่น หมอนรองกระดูกที่ฉีกขาด หรือชิ้นส่วนกระดูกอ่อน) ไปขัดขวางกลไกการเคลื่อนไหวของข้อ
- เข่าหลวม/เข่าทรุด (Instability): เมื่อเดินหรือลงน้ำหนักแล้วรู้สึกว่าเข่าไม่มั่นคง, ทรุดตัวลง, หรือรู้สึกว่าข้อเข่าจะหลุดออกจากกัน อาการเหล่านี้บ่งบอกถึงความเสียหายของเอ็นยึดข้อเข่า ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร
ปวดเข่าร่วมกับ 'บวม ร้อน ขยับไม่ได้': เมื่อไหร่ที่อาจมีการติดเชื้อหรืออักเสบรุนแรง (อาการที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง)
อาการปวดเข่าที่มาพร้อมกับสัญญาณของการอักเสบที่รุนแรงและมีไข้ ถือเป็น ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency) เพราะอาจเป็นสัญญาณของ ข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis) หรือโรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันที่รุนแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจเกิดความเสียหายต่อข้อเข่าอย่างถาวร
สัญญาณที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อหรือการอักเสบรุนแรง

สถิติที่น่าสนใจ
- ข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis) มักพบบ่อยที่สุดที่ ข้อเข่า และเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการให้ยาปฏิชีวนะและการระบายหนอง เพราะการปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกอ่อนภายในข้ออย่างถาวรภายในเวลาไม่กี่วัน
- ปัจจัยเสี่ยง: ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษที่จะเกิดข้ออักเสบติดเชื้อ
แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ: จะวินิจฉัยและรักษาอาการปวดเข่าอย่างไร
เมื่ออาการปวดเข่าของคุณเข้าข่ายสัญญาณอันตรายหรืออาการเรื้อรังที่รักษาเองแล้วไม่หาย การปรึกษา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ (Orthopedic Specialist) คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรักษาอย่างตรงจุด บทบาทหลักของแพทย์มีดังนี้:
1. การวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง
การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะซักถามลักษณะอาการปวด (ปวดตอนไหน, ปวดแบบไหน, อาการบวม, เข่าล็อก) และทำการทดสอบการเคลื่อนไหวของข้อเข่าเพื่อประเมินความมั่นคงของเอ็นและตรวจหาความเสียหายของหมอนรองกระดูก
การใช้เครื่องมือวินิจฉัยเฉพาะทาง:
- เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูช่องว่างระหว่างกระดูก (บ่งชี้ข้อเข่าเสื่อม) และการเกิดกระดูกงอก
- การตรวจเลือด: เพื่อแยกแยะสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดเข่า เช่น โรครูมาตอยด์ หรือ โรคเกาต์
- MRI Scan: ในกรณีสงสัยการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เอ็นฉีกขาด หรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด ซึ่งการเอกซเรย์ธรรมดาไม่สามารถเห็นได้
2. การวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงของโรค (เช่น ข้อเข่าเสื่อมระยะใด) และความต้องการในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เพื่อออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัด

แนวทางการรักษาปวดเข่าเมื่อต้องพบแพทย์เฉพาะทาง (ตั้งแต่ไม่ผ่าตัดจนถึงผ่าตัด) (ภาพรวมการรักษา)
การรักษาอาการปวดเข่าโดยแพทย์เฉพาะทางจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก โดยจะเริ่มต้นจากวิธีการที่ไม่รุนแรงก่อนเสมอ:
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Non-Surgical Treatments)
เป็นแนวทางหลักสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเริ่มต้นถึงปานกลาง หรือไม่ต้องการ/ไม่พร้อมผ่าตัด
การใช้ยาและกายภาพบำบัด: การใช้ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า (โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา)
การฉีดยาเข้าข้อ:
- การฉีดสารหล่อลื่น (Viscosupplementation): เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดแรงเสียดสีในข้อเข่า
- การฉีดสเตียรอยด์: เพื่อลดการอักเสบและอาการปวดอย่างเฉียบพลัน
- การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (ในกรณีข้อเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง)
2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatments)
พิจารณาเมื่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก เช่น เข่าผิดรูป หรือมีการบาดเจ็บของโครงสร้างภายในข้อรุนแรง
- การผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopy): มักใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกฉีกขาด หรือการซ่อมแซมเอ็นไขว้หน้า (ACL Reconstruction)
- การผ่าตัดเปลี่ยนแนวแกนขา (Osteotomy): ใช้ในผู้ป่วยข้อเสื่อมที่เป็นเพียงบางส่วนของข้อเข่า เพื่อถ่ายโอนน้ำหนักไปยังส่วนที่ยังไม่เสื่อม
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement - TKR): เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมรุนแรงในระยะสุดท้าย เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและทำให้สามารถเดินได้โดยไม่มีอาการปวด
การป้องกันปวดเข่า (การลดน้ำหนัก การออกกำลังกายที่เหมาะสม)
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการชะลอความเสื่อมและลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในชีวิตประจำวัน
1. การควบคุมน้ำหนัก (หัวใจสำคัญของการดูแลเข่า)
- ลดภาระข้อเข่า: เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดบนข้อเข่าถึง 3-4 เท่า ขณะเดิน การลดน้ำหนักจึงเป็นมาตรการลดอาการปวดที่ดีที่สุด
- สถิติยืนยัน: การศึกษาทางการแพทย์พบว่า การลดน้ำหนักเพียง 5% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น สามารถช่วยลดอาการปวดเข่าและชะลอการเสื่อมของข้อได้ถึง 30%
2. การออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "เบาะ" ช่วยรองรับน้ำหนักและลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า
เน้นสร้างความแข็งแรง (Strengthening): บริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) และกล้ามเนื้อก้น (Gluteus) เช่น ท่าเหยียดเข่าตรงในท่านั่ง (Straight Leg Raise)
เลือกการออกกำลังกายที่แรงกระแทกต่ำ (Low-Impact):
- เดิน บนพื้นราบหรือลู่วิ่ง
- ปั่นจักรยาน (โดยปรับเบาะให้สูงพอดี ไม่ให้เข่างอมากเกินไป)
- ว่ายน้ำ หรือ การออกกำลังกายในน้ำ (ธาราบำบัด) ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม
หลีกเลี่ยง: การวิ่งบนพื้นแข็ง, กีฬาที่มีการปะทะ, หรือกิจกรรมที่ต้องกระโดดและบิดเข่าอย่างรุนแรง
3. การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หลีกเลี่ยงท่าที่งอเข่าสุด: งดการนั่งพับเพียบ, นั่งขัดสมาธิ, และการนั่งยองๆ เป็นประจำ
ใช้เครื่องมือช่วย: หากต้องขึ้นลงบันไดบ่อยครั้ง หรือมีการปวดขณะเดิน ควรพิจารณาใช้ไม้เท้าหรือราวช่วยพยุงเพื่อลดภาระที่เข่าต้องรับ

บทความโดย : นพ. ธารพงษ์ พาราพิทักษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อเข่าและข้อสะโพก , การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (โดยใช้หุ่นยนต์),การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมแบบบางส่วน








